อาการปวดบริเวณต้นคอ บ่า สะบัก พบได้ในคนหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ทั้งนี้ เมื่อมีอาการปวดคอ ปวดบ่า ผู้ป่วยมักคิดว่าไม่อันตรายจึงไม่ไปพบแพทย์ แต่ความจริงแล้ว การไปพบแพทย์เพื่อตรวจวิเคราะห์อาการ จะช่วยแยกได้ว่าเป็นอาการในลักษณะ Office Syndrome หรือหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกันแน่
ปวดคอเรื้อรัง ควรคิดถึงโรคอะไร ?
ต้นเหตุของอาการปวดคอที่พบบ่อยสุดคือ การใช้คอผิดท่าผิดทาง เมื่อใดก็ตามที่เราใช้คอที่ผิดท่า ผิดจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานโดยอยู่ในท่าเดียวตลอดเวลานานๆ ขับรถเป็นระยะทางไกล การนอนอ่านหนังสือ นอนหนุนหมอนสูง ก็จะส่งผลทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอเกิดการเกร็งตัวเป็นเวลานาน จนเกิดความล้าและเจ็บปวด นอกจากนี้ยังมีโรคอื่นๆ ที่ทำให้ปวดคอ เรื้อรังได้ อาทิ
- โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม อาจมีกระดูกงอกแล้วเบียดทับเส้นประสาท
- โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทที่จะไปเลี้ยงแขน
- เกิดจากการเสื่อมของกระดูกบริเวณต้นคอ เนื่องจากมีอายุมากยิ่งขึ้น
- เกิดจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับบริเวณคอโดยตรง เช่น รถชน ถูกชกต่อย
ปวดคอร้าวลงแขน สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์
เมื่อใดก็ตามที่เริ่มมีอาการปวดร้าวลงไปถึงแขน ร่วมกับอาการชา หรือการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ลักษณะนี้เป็นอาการแสดงที่เกิดจากเส้นประสาทสันหลังส่วนคอถูกรบกวน ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหรือชาลงมาตามบริเวณแขน ข้อศอก หรือนิ้วมือได้
สำหรับคนที่เป็นมากๆ อาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น ยกไหลไม่ขึ้น ขยับนิ้ว หรือกระดกข้อมือไม่ขึ้น ไม่สามารถทำงาน เขียนหนังสือ หรือการติดกระดุมได้ เนื่องจากมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมัดที่เลี้ยงด้วยเส้นประสาทเส้นที่ถูกกดทับ นอกจากนี้ หากมีการกดทับ เส้นประสาทที่ทำงานเกี่ยวข้องกับส่วนใด จะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นลีบลง บางรายมีอาการปวดหัว มีไข้ ตาพร่า ปวดรอบกระบอกตา ลมออกหู หายใจไม่เต็มอิ่ม คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย
ปวดคอเรื้อรัง 2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์
เมื่อใดก็ตามที่มีอาการเรื้อรัง เช่น ปวดคอมานานกว่า 2 สัปดาห์ มีอาการอ่อนแรงของแขนและ/หรือมีอาการชาหรือปวดร้าวไปที่แขนร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยด้วยการเอกซเรย์กระดูกสันหลังระดับคอ การรู้ว่าอาการที่เป็นเกิดจากโรคหรือสาเหตุใด จะช่วยให้เกิดการวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุดและรวดเร็วขึ้น
