โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบของผู้หญิงวัยทอง

Image

แชร์


โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบของผู้หญิงวัยทอง

สำหรับผู้หญิงวัยทอง ปัญหาสุขภาพอาจไม่ได้มีเพียงแค่ที่เห็นได้ชัดด้วยตัวเอง อย่างอาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ ช่องคลอดแห้ง ปัสสาวะอักเสบ คุณภาพความคิดความจำแย่ลงเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาสำคัญที่เป็นภัยเงียบ นั่นคือ โรคกระดุกพรุน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการให้เจ้าตัวรู้ จนกว่าจะมีการแตกหรือหักเกิดขึ้น

โรคกระดูกพรุนคืออะไร

โรคกระดูกพรุน คือลักษณะที่มวลกระดูกหรือความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลง ส่งผลให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงตาม เมื่อกระดูกพรุนก็จะมีความเปราะบางก็เสี่ยงต่อการหักได้ง่ายแม้เกิดแรงกระแทกที่ไม่รุนแรง

 

ปกติแล้ว การสะสมของมวลกระดูกจะสูงสุดในช่วงอายุ 25-30 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนสมบูรณ์สูงสุด และมวลกระดูกจะคงที่จนถึงอายุประมาณ 40 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลงเฉลี่ยปีละ 0.5-1% การลดลงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น อาหารที่กิน การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การมีโรคบางอย่าง การใช้ยาบางชนิด และที่สำคัญในผู้หญิงคือการเข้าสู่วัยหมดระดู

 

ผู้หญิงส่วนใหญ่ จะเข้าสู่ภาวะหมดระดูในช่วงอายุ 48- 52 ปี ซึ่งร่างกายจะเริ่มขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนอันมีหน้าที่ส่งเสริมการสร้างมวลกระดูกและป้องกันการสลายของมวลกระดูก เมื่อขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนมวลกระดูกจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะการสลายมีมากกว่าการสร้าง โดยใน 5 ปีแรกเมื่อหมดประจำเดือน มวลกระดูกสามารถลดลงได้เร็วถึง 3-5 % กระดูกส่วนใหญ่ที่สลายจะเป็นกระดูกชนิดที่มีส่วนของกระดูกฟองน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกต้นขาและกระดูกปลายแขน หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและให้การป้องกัน อาจรู้ตัวเมื่อกระดูกพรุนและหักแล้ว

เตรียมตัวเตรียมสุขภาพก่อนเกิดภาวะกระดูกพรุน

ผู้หญิงทุกคนควรเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองตั้งแต่เข้าใกล้วัยหมดระดู ก่อนเกิดภาวะกระดูกบาง และหากประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ควรเข้ารับการตรวจฮอร์โมน ตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก และเนื่องจากฮอร์โมนเพศมีผลกระทบต่อฮอร์โมนชนิดอื่นๆ ที่ควบคุมความเสื่อมและความแก่ชราด้วย จึงควรตรวจฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนชนิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อป้องกันความเสื่อมของร่างกายโดยรวม และการมีสุขภาพที่ดีอย่างยาวนาน

 

หากพบว่า มวลกระดูกเริ่มลดลงหรือมีภาวะกระดูกบางหรือพรุน การใช้ฮอร์โมนทดแทนในรายที่ไม่มีข้อห้าม มีอายุอยู่ในช่วงวัยที่จะได้ประโยชน์จากฮอร์โมน และไม่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดเสื่อมสภาพในร่างกาย โดยเฉพาะตะกรันเกาะหลอดเลือด ก็พึงได้รับฮอร์โมนทดแทน

 

หญิงวัยทองจะได้ประโยชน์จากฮอร์โมนในทุกๆ ด้าน ซึ่งประโยชน์หลักๆ คือ ความแข็งแรงของกระดูก ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเบาหวาน คุณภาพการนอนจะดีขึ้น ภาวะทางอารมณ์ดี ลดความวิตกกังวลและซึมเศร้า ความแข็งแรงและความชุ่มชื้นของผิวดีขึ้น ส่งผลริ้วรอยจางลง เป็นต้น

รูปแบบและชนิดของฮอร์โมนทดแทน

ด้วยรูปแบบและชนิดของฮอร์โมนทดแทนในปัจจุบัน ร่วมกับมาตรการในการใช้ที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงข้อมูลที่มีงานวิจัยรองรับมากมาย พบว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทนอย่างถูกต้องจะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกแต่อย่างใด

นอกจากฮอร์โมนทดแทน หญิงวัยทองยังควรได้รับสารอาหารสำคัญที่จำเป็น เพื่อเสริมคุณภาพและความแข็งแรงของมวลกระดูก ดังนี้

  1. แคลเซียม ควรรับประทาน 1000 mg ต่อวัน แหล่งที่ดีที่สุดคือจากอาหารธรรมชาติ เช่น นมพร่องมันเนย ปลาเล็กๆ กุ้งเล็กๆ ที่รับประทานได้ทั้งตัว ผักใบเขียวเข้ม งา หากรับประทานไม่เพียงพอควรรับประทานแคลเซียมเสริม โดยเลือกชนิดที่เป็นแคลเซียมจากผลิตผลทางธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด เกล็ดปลา ซึ่งการดูดซึมจะดีกว่าแคลเซียมสังเคราะห์มาก นอกจากแคลเซียมแล้ว เกลือแร่อื่นๆ ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของเนื้อกระดูก ได้แก่ แมกนีเซียม โบรอน สตรอนเชียม สังกะสี แมงกานีส ก็ควรรับประทานเสริมในปริมาณพอเหมาะด้วย หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน
  2. วิตามินดี ผู้หญิงทุกคนควรมีระดับวิตามินดีไม่ต่ำกว่า 30 ug/ml เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากทางเดินอาหาร ควบคุมกระบวนการ (ที่อาศัยวิตามินเค 2) นำแคลเซียมเข้าสู่กระดูก ส่งเสริมการตอบสนองต่ออินซูลินจากตับอ่อน ส่งเสริมเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ที่สำคัญคือเกือบทุกเนื้อเยื่อในร่างกายต้องการวิตามินดีที่จะช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทุกชนิดรวมทั้งโรคมะเร็งเกือบทุกชนิด ปกติผิวหนังของคนเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้ดีจากแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. หากตับและไตดี การถูกแดดในช่วงนี้ 20-30 นาที จะทำให้วิตามินดีออกฤทธิ์ได้มากขึ้น
  3. วิตามินเค 2 มีความสำคัญต่อการทำงานของโปรตีน Osteocalcin ซึ่งสร้างจากเซลล์สร้างกระดูกภายใต้การส่งเสริมของฮอร์โมนเอสโตรเจน วิตามินเค 2 ทำหน้าที่ในการเอาแคลเซียมไปไว้ที่กระดูกและฟัน ช่วยป้องกันการเกาะของหินปูนหรือแคลเซียมตามเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และวิตามินเค 2 ยังช่วยป้องกันการตกตะกอนของแคลเซียมในระบบทางเดินปัสสาวะ จึงมีบทบาทในการป้องกันการเกิดนิ่วในไตด้วย

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ การป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อมจึงมีความสำคัญเป็นอ้นดับต้นๆ และโรคกระดูกพรุนคือภัยเงียบที่ป้องกันได้ หากผู้หญิงทุกคนใส่ใจในการดูแลสุขภาพ

พญ.พุธชาต ล้ำเลิศกิตติกุล
แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ
สูติ-นรีแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ
ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 3
Loading...

แชร์


Loading...

โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบของผู้หญิงวัยทอง