“นิ้วโป้งเท้าเอียง” ฟังชื่อโรคแล้วหลายคนอาจจะคิดว่าไม่น่ามีโรคนี้อยู่บนโลก แต่ในความเป็นจริงนั้น ถือเป็นหนึ่งในภาวะผิดปกติบริเวณเท้าที่พบได้บ่อยเลยทีเดียว ซึ่งในคนไข้รายที่มีอาการหนักนั้น นิ้วโป้งจะเอียงมากจนไปเกยขึ้นกับนิ้วชี้และทำให้เกิดความเจ็บปวด ทั้งนี้ เพื่อให้เราสังเกตตัวเองและคนรอบข้างได้ว่า “เสี่ยงเป็นโรคนิ้วโป้งเท้าเอียงหรือเปล่า” การทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
นิ้วโป้งเท้าเอียงคืออะไร ใครเสี่ยงเป็นได้บ้าง?
“นิ้วโป้งเท้าเอียง” เป็นโรคที่มีลักษณะคล้ายกันกับ “โรคเท้าแบน” โดยเป็นภาวะที่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ส่งต่อกันโดยตรงแบบถ้าหากแม่เป็นแล้วลูกจะต้องเป็นแน่นอน แต่จะเป็นลักษณะของการเกิดโรคแบบสุ่ม คือหากมีญาติ หรือคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเคยเป็น ลูกหรือคนในครอบครัวรุ่นหลังก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ โดยมีจุดสังเกตที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเชื้อสายจีน มักจะพบว่าเป็นโรคนิ้วโป้งเท้าเอียงได้บ่อยกว่าคนทั่วไป
นิ้วโป้งเท้าจะเอียงมากขึ้น เมื่อใส่รองเท้าไม่เหมาะสม
นิ้วโป้งเท้าเอียงจะเป็นมาอยู่เดิม แต่การใส่รองเท้าหน้าแคบ ส้นสูง จะทำให้มีอาการมากขึ้น เอียงมากขึ้น แม้รองเท้าจะไม่ใช่สาเหตุหลักตั้งต้นที่ทำให้เกิดโรค แต่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวโรคเกิดความรุนแรง หรือเอียงได้มากขึ้น และทำให้เกิดอาการเจ็บได้มากขึ้น เพราะรองเท้าที่มีลักษณะหัวแหลม หน้าแคบ จะบีบเท้าจนทำให้นิ้วโป้งเอียงกว่าเดิม ส่วนรองเท้าส้นสูงเมื่อใส่แล้วน้ำหนักจะเททิ้งลงมาที่ด้านหน้ามากกว่าปกติ ซึ่งเมื่อรวมกับการที่บริเวณหัวรองเท้าแคบแหลม จึงยิ่งบีบนิ้วโป้งที่เอียงให้เอียงหนักมากขึ้น ดังนั้น หากพบว่าเป็นโรคนิ้วโป้งเท้าเอียง แนะนำให้ใส่รองเท้าหน้ากว้างเพื่อลดการเสียดสี และใส่รองเท้าส้นเตี้ยเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากโรคให้ทุเลาลงจะดีกว่า
อาการแบบไหน น่าสงสัยว่าจะเป็นโรคนิ้วโป้งเท้าเอียง?
โรคนิ้วโป้งเท้าเอียงนั้น สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติได้ตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 10-12 ขวบ โดยจะสังเกตเห็นได้เลยว่า นิ้วโป้งมีลักษณะเอียงเข้าหานิ้วชี้ และมีปุ่มโคนนิ้วโป้งที่ยื่นนูนออกมามากกว่าปกติ ทั้งนี้ คนไข้มักมาพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บปวดตรงบริเวณปุ่มนูน ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่ามีปุ่มนูนยื่นออกมาเฉยๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปุ่มนั้นเกิดจากแนวกระดูกนิ้วโป้งเท้าที่เอียงผิดปกติจนทำให้เกิดการนูนขึ้น
ทั้งนี้ ระดับของความเจ็บปวดจะสัมพันธ์กับการใช้งานเท้า คือยิ่งใช้เท้ามากก็จะยิ่งเจ็บมาก โดยจุดที่มีอาการเจ็บปวดได้ หลักๆ จะมีอยู่ 2 แห่งด้วยกันคือ เจ็บบริเวณปุ่มโคนนิ้วโป้งที่นูนออกมา และบริเวณโคนนิ้วชี้ สำหรับในรายที่เป็นมากๆ แม้จะเดินเท้าเปล่าโดยที่ปุ่มนูนไม่ได้เสียดสีกับรองเท้าก็จะรู้สึกเจ็บได้ ซึ่งหากอาการรุนแรงถึงขั้นนี้ ควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที
รักษาอย่างไร เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคนิ้วโป้งเท้าเอียง?
แนวทางการรักษาโรคนิ้วโป้งเท้าเอียงนั้น แบ่งได้ออกเป็น 2 วิธีคือ รักษาด้วยการผ่าตัด และรักษาโดยไม่ผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะพิจารณารักษาด้วยการไม่ผ่าตัดก่อนเสมอ โดยหากคนไข้มาด้วยอาการเจ็บ แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนรองเท้า โดยให้ใส่รองเท้าที่มีหน้ากว้างมากขึ้น ใส่ถุงเท้า เพื่อลดการเสียดสีที่จะทำให้เกิดการเจ็บปวด รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าหน้าแคบและรองเท้าส้นสูงด้วย
นอกจากนั้นก็ควรทำการ “นวดบริหารนิ้วโป้งเท้า” โดยจับเอียงงัดขึ้น กดลง และดึงอ้าออกด้านข้าง ค้างไว้ท่าละ 15 วินาที วันละประมาณ 4-5 ครั้ง เพื่อให้ข้อนิ้วโป้งเท้าที่เอียงเกิดการยืดหยุ่น นิ่มลง ซึ่งจะทำให้อาการปวดทุเลาลงได้ ทั้งนี้ การดึงนิ้วโป้งเท้าที่เอียงให้อ้าออกบ่อยๆ ยังช่วยทำให้นิ้วโป้งเอียงเข้าในได้ช้าลงอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การนวดบริหารนิ้วโป้งเท้าก็ยังไม่ใช่การรักษาโรคให้หายขาดอยู่ดี แต่เป็นการช่วยลดอาการเจ็บปวดเท่านั้น
ในกรณีที่เปลี่ยนรองเท้าแล้ว นวดดัดนิ้วแล้ว ตลอดจนทานยาแก้อักเสบแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดจัดแนวกระดูกชิ้นโคนที่ปัดเอียงเข้า และชิ้นปลายให้ปัดเอียงออก แล้วใส่เหล็กเข้าไปยึดเชื่อมไว้ เพื่อจัดรูปกระดูกของนิ้วโป้งให้กลับตรงเป็นปกติ แล้วการนูนบริเวณโคนนิ้วโป้งก็จะหายไป คนไข้ก็จะกลับมาเดินได้อย่างปกติไม่เจ็บปวดอีก อย่างไรก็ตาม แพทย์จะทำการผ่าตัดให้ก็ต่อเมื่อ “อาการเจ็บทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมที่อยากทำได้” เช่น อยากวิ่งแต่วิ่งได้ไม่นานก็เจ็บเท้า อยากเดินเที่ยวนานๆ แต่เดินไม่นานก็ต้องพักเพราะเจ็บเท้า เป็นต้น
ดูแลตัวเองอย่างไร หลังผ่าตัดแก้ไขนิ้วโป้งเท้าเอียง?
ในการผ่าตัดจัดแนวกระดูกเพื่อรักษาโรคนิ้วโป้งเท้าเอียงนั้น จะใช้เวลาในการพักฟื้นประมาณ 6-8 สัปดาห์ เพื่อรอให้กระดูกติดเชื่อมอย่างดีในตำแหน่งที่จัดใหม่ จึงจะใช้เท้าได้ตามปกติ ซึ่งส่วนใหญ่ของคนไข้ที่เป็นโรคนี้ก็จะเป็นทั้ง 2 ข้าง แต่การผ่าตัดรักษาจะทำทีละข้าง เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต โดยหลังทำการผ่าตัดแล้วจะสามารถใช้เท้าได้เหมือนคนปกติทั่วไป สามารถใส่รองเท้าแบบไหนก็ได้ เนื่องจากกระดูกยึดในแนวใหม่ตรงเป็นปกติดีแล้ว โดยส่วนใหญ่หลังผ่าตัดคนไข้จะหายดีเป็นปกติ มีน้อยรายมากที่จะกลับมาเป็นซ้ำอีก
แนวทางการเลือกรองเท้า สำหรับคนไข้โรคนิ้วโป้งเท้าเอียง
หากอาการเจ็บปวดไม่ได้รุนแรง แพทย์จะไม่แนะนำให้ทำการผ่าตัด แต่จะรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปรับรองเท้า และนวดบริหาร ก็สามารถทำให้อาการปวดทุเลาหรือเบาลงได้ และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ เดิน ทำกิจกรรมได้โดยไม่เจ็บปวด ทั้งนี้ รองเท้าที่แนะนำให้ใส่สำหรับคนเป็นโรคนิ้วโป้งเท้าเอียง ควรเป็นรองเท้าหน้ากว้าง โดยสำหรับคนไข้ผู้หญิง จะมีวิธีการเลือกรองเท้าง่ายๆ คือ ให้ซื้อรองเท้าทรงผู้ชาย แต่ลบ 1 เบอร์ เช่น ปกติผู้หญิงใส่รองเท้าเบอร์ 8 แต่เมื่อเป็นโรคนิ้วโป้งเท้าเอียง ก็ควรซื้อรองเท้าทรงผู้ชายไซส์เบอร์ 7 จะทำให้ได้รองเท้าที่ระยะความยาวหน้าหลังพอดีกับเท้า แต่ได้ทรงผู้ชายที่หน้าเท้ากว้างกว่า ทำให้ใส่สบายมากกว่า เวลาเดิน วิ่ง กระโดด และปุ่มโคนนิ้วโป้งเท้าเอียงที่นูนออกมาจะไม่เสียดสีกับรองเท้า จึงใช้เท้าโดยไม่มีอาการเจ็บปวด
แม้โรคนิ้วโป้งเท้าเอียง จะเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ป้องกันไม่ได้ แต่เมื่อเป็นแล้วจะสามารถสังเกตพบความผิดปกติได้ไม่ยาก ซึ่งหากรีบมาปรึกษาแพทย์ ก็จะทำให้ได้รับแนวทางการรักษาที่ช่วยลดอาการเจ็บปวด และทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติมากขึ้น หรือแม้จะเป็นมาก ก็ยังรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด ดังนั้น เมื่อพบว่านิ้วโป้งเท้าของตัวเองหรือคนในครอบครัวเอียงผิดปกติ ไม่ว่าจะมีอาการเจ็บร่วมด้วยขณะเดินหรือไม่ ก็ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ทันที แพทย์จะทำการตรวจ วินิจฉัย และวางแผนการรักษา เพื่อให้คุณภาพชีวิตที่ดีของคนไข้กลับมาและไม่ต้องเสี่ยงต่อการเจ็บปวดอย่างมากในอนาคต
นพ.กรกช ธรรมผ่องศรี
ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านเท้าและข้อเท้า
ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
โรงพยาบาลพญาไท 3
