สายตาเด็กผิดปกติจากการเรียนออนไลน์ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

Image

แชร์


สายตาเด็กผิดปกติจากการเรียนออนไลน์ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

แม้การได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกยุคดิจิทัลที่การเรียนรู้เปิดกว้าง เข้าถึงข้อมูลทุกอย่างได้ง่ายๆ ผ่านมือถือและแท็บเล็ต แต่ในอีกฝากหนึ่งก็แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ “ดวงตาของเด็กๆ” ที่ยังอยู่ในช่วงของการเจริญเติบโตตามพัฒนาการ และยิ่งในช่วงสถานการณ์โรคระบาดที่ต้องเรียนออนไลน์ทุกวันด้วยนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยสอดส่องดูแล ไม่ให้ดวงตาของลูกน้อยได้รับผลกระทบจากการอยู่กับหน้าจอจนเกิดภาวะผิดปกติ

 

 

ลูกน้อยเรียนออนไลน์นาน ๆ ดวงตาเสี่ยงอันตรายอะไรบ้าง?

ทราบหรือไม่ว่า Electronics Time หรือ ช่วงเวลาในการอยู่กับสื่อออนไลน์ ใช้สายตาจ้องดูสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่เหมาะสมสำหรับเด็กตามคำแนะนำของแพทย์นั้น คือ ไม่ควรนานเกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งในทางปฏิบัติตามความเป็นจริงแล้วไม่สามารถทำได้เลย เพราะลำพังเพียงแค่ต้องนั่งเรียนออนไลน์ ก็ใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นแล้ว ยังไม่นับช่วงเวลาที่เด็กๆ ต้องทำการบ้าน หรือหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตอีก ซึ่งการใช้สายตาของเด็กๆ กับหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ที่นานเกินไปนั้น อาจส่งผลให้เสี่ยงอันตราย ดังต่อไปนี้

  • ปวดตา ดวงตาเมื่อยล้า
  • ตาแห้ง คันตา ในเด็กที่เป็นภูมิแพ้ที่ตาอาจเสี่ยงมีอาการรุนแรงมากขึ้น
  • เกิดภาวะสายตาสั้นผิดปกติ มองเห็นได้ไม่ชัด
  • อาจทำให้เกิดอาการตาเข ตาเหล่ เนื่องจากใช้สายตามากเกินไปจนกล้ามเนื้อตาผิดปกติ
  • ส่งผลทำให้พัฒนาการผิดปกติ เด็กอาจสื่อสารกับผู้อื่นลำบากขึ้น เนื่องจากสมาธิสั้น หรือพูดช้า เป็นต้น

 

อาการอย่างไร ต้องสงสัยว่าสายตาลูกผิดปกติ?

สิ่งสำคัญในการดูแลสายตาของเด็กๆ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจนเกิดภาวะผิดปกติจากการเรียนออนไลน์ นั่งหน้าจอหรือจ้องมือถือนานๆ คือ คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยหากพบอาการผิดปกติ ดังต่อไปนี้ ควรรีบพามาปรึกษาแพทย์โดยทันที

  • เล่นมือถือหรือนั่งเรียนออนไลน์หน้าจอสักพักแล้วจะกระพริบตาถี่ๆ ขยิบตา ยิบตาบ่อยๆ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากดวงตาแห้ง เหมือนเวลาผิวคนเราแห้งก็จะเกิดอาการคัน ดวงตาคนเราก็เช่นกัน ที่เมื่อใช้คอมพิวเตอร์นาน ใช้สายตาจ้องเพ่งจอนานๆ ก็จะกระพริบตาน้อยลงเพราะตาแห้ง ซึ่งเมื่อตาแห้ง คันตา ก็จะเกิดอาการกระพริบตา หรือยิบตาถี่ๆ นั่นเอง
  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยดวงตา มีอาการหลังจากมองใกล้นานๆ ติดต่อกัน
  • มีอาการตาเข มองเห็นได้อย่างชัดเจน หรือ เขเป็นบางช่วงเวลา บ่นเห็นภาพซ้อน เกิดจากการใช้สายตาหนักจนกล้ามเนื้อตาผิดปกติ
  • สมาธิสั้น ซน พูดช้า สื่อสารลำบาก รู้สึกว่าพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไป

แสงสีฟ้า เป็นอันตรายต่อดวงตาลูกมากแค่ไหน?

เรามักเคยได้ยินกันเสมอว่า “แสงสีฟ้า” จากจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือว่าแท็บเล็ต ส่งผลเสียต่อด้วยตา ซึ่งในความเป็นจริงนั้นก็เป็นอันตราย แต่อาจไม่ได้มากอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะเลนส์ตาของคนเราที่เป็นสีเหลืองนั้นจะช่วยกรองแสงสีฟ้าไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม แสงสีฟ้าก็ยังมีผลเสียอยู่ดี หากดวงตาได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไป โดยอันตรายจากแสงสีฟ้าต่อดวงตานั้น ได้แก่

  • ทำให้กล้ามเนื้อตาเหนื่อยล้า ส่งผลทำให้ปวดตาได้
  • รบกวนการนอนหลับ ทำให้นอนไม่หลับ เพราะโดยปกติแล้วในแสงแดดจะมีแสงสีฟ้าอยู่ด้วย กลางวันเราจึงไม่รู้สึกง่วง และกลางคืนเมื่อไม่มีแสงแดดเราจึงหลับได้ง่าย ดังนั้น หากเรียนออนไลน์หรือเล่นมือถือจนดึก ก็จะทำให้ถูกแสงสีฟ้ารบกวนการนอนได้ ทำให้เวลานอนในชีวิตเปลี่ยนไป นอนหลับไม่เพียงพอและเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้

 

ส่วนเรื่องส่งผลทำให้จอประสาทเสื่อมนั้น ยังไม่มีผลงานวิจัยออกมาเป็นข้อสรุปที่ชัดเจน

 

อย่างไรก็ตามถ้าเทียบปริมาณแสงสีฟ้าจากจอมือถือ จอคอมพิวเตอร์แล้ว ยังถือว่ามีปริมาณน้อย กว่าแสงสีฟ้าจากแสงแดดมาก ดังนั้น หากต้องการจะป้องกันอันตรายของแสงสีฟ้าที่อาจมีผลต่อดวงตาให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงล่ะก็ การสวมแว่นกันแดด เมื่อต้องใช้สายตาสู้แสงแดดตอนกลางวัน หรือการหลีกเลี่ยงการจ้องมองแสงจ้าตอนกลางวัน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

 

 

ดูแลลูกรักอย่างไร? ให้ดวงตาปลอดภัยจากการใช้สื่อออนไลน์

แม้จะเป็นเรื่องยากที่เราจะจำกัดเวลาในการเล่นมือถือ หรือคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กยุคดิจิทัลที่เกิดมาพร้อมกับสื่ออิเล็กทรอนิกส์และการเรียนออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถดูแลสายตาลูกรักได้ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  1. มองให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ กล่าวคือ ควรจัดระยะการใช้สายตาให้ไกลมากที่สุด เช่น โทรทัศน์ดีกว่าแท็บเล็ต และแท็บเล็ตดีกว่ามือถือ หรือพยายามให้ลูกดูจอขนาดใหญ่ จะได้มองเห็นได้ในระยะไกล ไม่ต้องเข้าไปใกล้เพ่งจอมากๆ เพราะยิ่งเราเพ่งสายตาใกล้จอมากเท่าไร เลนส์ตาก็จะทำงานหนักขึ้นมากเท่านั้น ทำให้ดวงตาเมื่อยล้า อาจมีอาการปวดตาได้ง่าย และนำไปสู่ภาวะสายตาผิดปกติอื่นๆ ได้
  2. พักสายตาให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยอาจทำด้วยการใช้สูตร 20:20:20 คือ พักสายตาจากหน้าจอทุกๆ 20 นาที แล้วมองไปทางอื่นให้ไกล 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที วิธีนี้จะช่วยให้ดวงตาไม่ทำงานหนักเกินไป และชะลอความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อตาได้ ซึ่งเราสามารถใช้การตั้งเวลาช่วยเตือนได้ เพื่อให้ดูแลดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ
  3. ฝึกกระพริบตาให้บ่อยขึ้น เพราะโดยปกติแล้วเวลาที่เดินไปเดินมา คนเราจะกระพริบตามากถึง 20 ครั้งเป็นอย่างน้อยใน 1 นาที แต่ถ้าตั้งใจเพ่งจอนานๆ เช่น เรียนออนไลน์ ทำการบ้าน หรือว่าเล่นเกมส์ เด็กๆ จะกระพริบตาน้อยลง จนทำให้เกิดภาวะตาแห้งได้ ดังนั้น การดูแลให้เด็กๆ หมั่นกระพริบตาบ่อยๆ จะช่วยให้ตาของพวกเขาแห้งน้อยลง และลดอาการปวดล้าดวงตาไปได้ด้วยพร้อมกัน เพราะเมื่อพยายามจะกระพริบตาบ่อยๆ ก็เหมือนกับการบังคับให้ได้พักสายตาไปด้วย
  4. ใช้แผ่นกรองแสงสีฟ้าหรือแว่นตากรองแสงสีฟ้า อาจจะมีส่วนช่วยในการทำให้ดวงตาล้าน้อยลง หรือลดผลกระทบต่อการนอนหลับได้ อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้การปรับแสงคอมพิวเตอร์ให้พอเหมาะไม่สว่างเกินไป ไม่มืดเกินไป รวมทั้งปรับเวลาการใช้งานให้เหมาะสมแทนการใช้แว่นตาหรือแผ่นกรองแสงสีฟ้าได้

 

ดวงตาของเด็กๆ นั้น จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะพวกเขายังอยู่ในช่วงวัยของการเจริญเติบโต ที่หากดวงตาผิดปกติก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ ได้ และยิ่งปัจจุบันเป็นยุคที่เด็กๆ ถูกสภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องใช้สายตาอย่างหนักตั้งแต่เล็กๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องได้รับการดูแลและการตรวจสุขภาพตาอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ เพราะหากเกิดภาวะสายตาผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น ตาเข กล้ามเนื้อตาผิดปกติ หรือมีอาการตาขี้เกียจ จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และหายดี เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีสายตาดีได้อย่างที่ควรจะเป็น ใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่พบเห็นอาการต้องสงสัยเกี่ยวกับดวงตาของลูกน้อย ไม่ว่าจะระหว่างการเรียนออนไลน์ หรือการเล่นมือถือ ก็ไม่ควรรอช้า ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ทันที

Loading...

แชร์


Loading...