อาการ ‘แพ้อาหาร’ ที่คนทั่วไปรู้จักกันดี จะเรียกว่า ‘โรคภูมิแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน’ ซึ่งมักมีอาการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น ตาบวม ปากบวม เกิดผื่นลมพิษ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ท้องเสีย อาเจียน และโดยมากมักแสดงอาการภายใน 30-60 นาที หลังจากรับประทานอาหารชนิดนั้นๆ เข้าไป อาการแพ้อาหารในลักษณะนี้มีโอกาสที่จะทำให้ ‘เกิดอาการแพ้รุนแรง’ ได้ ซึ่งลักษณะอาการและระยะการเกิดโรคจะต่างกับ ‘อาการแพ้อาหารแฝง’
ลักษณะอาการแพ้อาหารแฝง
อาการแพ้อาหารแฝง เกิดได้กับทุกระบบของร่างกาย ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และแต่ละชนิดของอาหาร เช่น อาการในระบบทางเดินอาหาร อย่างท้องอืด ท้องเฟ้อ ลำไส้แปรปรวน เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร หรือ อาการทางผิวหนัง เช่น มีสิว ผื่นคันตามตัว บางคนก็อาจจะมี อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม น้ำมูก จมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ
นอกจากนี้ อาจแสดงอาการออกมาในลักษณะของ อาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง อย่างปวดไมเกรน ปวดหัว ปวดตามข้อ ปวดตามตัว อ่อนเพลีย ได้เช่นกัน และที่สำคัญอาการจะไม่ได้แสดงอย่างทันทีทันใด คืออาจเริ่มแสดงอาการเพียงเล็กน้อยหลังทานอาหารผ่านไป 1 ชั่วโมง หรือ 1 วัน ก็เป็นได้
“อย่างเคสที่หมอเคยเจอ คนไข้ที่ชื่นชอบการทานซาลาเปา แต่เมื่อทานเข้าไปแล้วรู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนแรงผิดปกติ หรือบางคนทานขนมปังเมื่อไหร่ก็จะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะทุกที ซึ่งเป็นอาการที่ไม่สาหัสแต่สร้างความรำคาญแบบนี้นี่แหล่ะ ที่อาจฟ้องว่าคุณกำลังแพ้อาหารชนิดนั้นๆ แบบแฝงโดยไม่รู้ตัว”
จะรู้ได้อย่างไรว่าแพ้อาหารแฝง…ชนิดใด?
- สังเกตตัวเอง ว่าเมื่อทานอาหารชนิดไหนแล้วทำให้เกิดอาการแปลกๆ ที่อาจไม่รุนแรงมากนัก แต่ก็สร้างความรำคาญและทำให้รู้สึกไม่สบายตัว
- ตรวจเลือด เป็นวิธีที่ดีที่สุด และช่วยให้ทราบได้อย่างชัดเจนว่าแพ้อาหารชนิดใดบ้างถึง 222 ชนิดในการตรวจครั้งเดียว การตรวจก็ทำได้ง่ายๆ เหมือนการเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพทั่วไป แต่ต้องรอผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการประมาณ 7 วัน
ภูมิแพ้อาหารแฝง รักษาหายหรือไม่?
เพราะสาเหตุหลักของการแพ้อาหารแบบแฝง คือการที่เรารับประทานอาหารชนิดนั้นๆ ในปริมาณมากหรือซ้ำบ่อยๆ จนร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน แพทย์จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้อย่างน้อยประมาณ 6 เดือน เช่น หากแพ้ข้าวเจ้า ก็อาจหันไปทานลูกเดือยทดแทน รวมกับการบำรุงร่างกายด้วยการอาหารที่ช่วยทำให้ระบบลำไส้แข็งแรง อย่างกลูตามีน แมกนีเซียม และโปรไบโอติก นั่นเอง
โดยหลังจากเว้นระยะการงดทานสิ่งที่แพ้ไปแล้ว 6 เดือน ก็สามารถกลับมาทานอาหารที่แพ้ได้อีกครั้ง แต่ต้องไม่ลืมว่า… แม้กลับมาทานได้ก็มีโอกาสแพ้ได้อีก และสิ่งที่ไม่เคยแพ้ก็มีโอกาสแพ้ได้ในอนาคต ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำๆ ในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการแพ้อาหารแฝงขึ้นได้
พญ.กานต์พิชชา พตั่งฮวดพาเจริญ
แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ
ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 3
