รู้หรือไม่? คนไทยป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจมากกว่า 4.3 แสนคน และเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจกว่า 2 หมื่นคนต่อปี ทั้งนี้ด้วยปัจจุบันอายุเฉลี่ยของคนนั้นยืนยาวขึ้น อุบัติการณ์ของโรคหัวใจจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหัวใจของเราก็เป็นอวัยวะที่ต้องทำงานตลอดเวลาโดยไม่มีวันหยุดพัก หัวใจต้องเต้นหรือสูบฉีดเลือดมากถึง 60-100 ครั้งต่อนาที ตลอด 24 ชั่วโมงในทุกๆ วัน ฉะนั้นหัวใจก็ย่อมมีความเสื่อมไปตามอายุและวันเวลา แต่ไม่ใช่แค่นั้น… ยังมีเรื่องของกรรมพันธุ์และพฤติกรรมที่เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจที่นับว่าเป็นอีกภัยเงียบที่ต้องระวัง
เพราะอะไร? คนไทยถึงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากขึ้น
ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของเราเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ทานอาหารแบบเร็วๆ และมักเป็นอาหารที่มีไขมันสูง แถมบางคนยังปาร์ตี้บ่อย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ พักผ่อนน้อย โดยที่ไม่รู้ว่าพฤติกรรมที่ทำอยู่นี้เป็นตัวการสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งทำให้หลอดเลือดเสื่อมและตีบตันได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
โรคหลอดเลือดหัวใจจึงเป็นโรคหัวใจที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน เพราะการบริโภคไขมันที่มากเกินไปจนร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้หมด ทำให้เหลือค้างอยู่ในกระแสเลือด โดยเฉพาะไขมันเสียที่มีความหนาแน่นต่ำ (Small LDL) หรือที่เรียกว่า “ไขมันเลว” รวมไปถึงไขมันทรานส์ (Trans Fat) ที่พบได้ในกลุ่มเบเกอรี มาการีน ครีมเทียม อาหารจานด่วนที่ใช้น้ำมันซ้ำๆ ทั้งหลาย
ไขมัน VS หินปูนในหลอดเลือดหัวใจ
เมื่อคอเลสเตอรอลตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมีปริมาณมาก ร่างกายก็ต้องกำจัดไขมันเหล่านั้นออก ด้วยการส่งเม็ดเลือดขาวเข้าไปทำลายโมเลกุลของไขมันนั้น ทำให้เกิดการสะสมของไขมันอยู่ตามผนังหลอดเลือด ปกติหลอดเลือดของคนทั่วไปจะมีสีแดง เลือดสามารถไหลเวียนได้ดี แต่เมื่อมีไขมันไปเกาะมากๆ ผนังหลอดเลือดก็จะกลายเป็นสีเหลือง กลไกของร่างกายก็พยายามที่จะเอาเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเข้าไปหุ้มคราบไขมันที่สร้างความระคายเคืองให้หลอดเลือดเหล่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือด ปริ แตก เปรียบเสมือนสะเก็ดแผล เพราะเวลาเกิดแผลร่างกายก็จะมีการสมาน แต่การสมานแผลของหลอดเลือด ร่างกายจะใช้วิธีการนำหินปูนเข้าไปอุดรอยแตกเหล่านั้น ยิ่งมีไขมันมากหลอดเลือดก็ระคายเคืองมาก จึงเกิดเป็นหินปูนในหลอดเลือดมากตามมา
ไร้อาการเตือน รู้ตัวอีกทีก็ “หลอดเลือดหัวใจตีบ” แล้ว
เมื่อเกิดหินปูนในหลอดเลือด หลอดเลือดจะไม่ได้เกิดการตีบตันในทันที แต่ร่างกายจะตองสนองต่อสิ่งแปลกปลอมด้วยการโป่งพองออกจนสุด (positive remodeling) ก่อนที่จะย่นเข้ามาแล้วตีบตันในที่สุด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเป็น 10 ปีกว่าจะเริ่มตีบตัน ฉะนั้นคนส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อหลอดเลือดตีบตันไปมากและแสดงอาการออกมา หรือในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดอาจรู้ก็ต่อเมื่อหัวใจวายเฉียบพลันไปแล้วนั่นเอง ทั้งนี้เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตก็จะสูงขึ้นทั้งร่างกาย เพราะหัวใจต้องใช้แรงในการสูบฉีดเลือดมากขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้ก็ส่งผลให้หัวใจโตขึ้น และอาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตกจากความดันโลหิตสูงก็เป็นได้
รู้ทันหินปูนในหลอดเลือดหัวใจด้วย CT Calcium Score
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน มีพฤติกรรมสูบบุหรี่เป็นประจำ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร คุณก็ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคหัวใจเป็นประจำ แต่หากคุณไม่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา การตรวจ Calcium Score จะเป็นการตรวจที่ช่วยให้ทราบได้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ ต้องทำการรักษาหรือปรับพฤติกรรมอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การตรวจ Calcium Score จะตรวจโดยการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ตรวจไปยังบริเวณหลอดเลือดหัวใจ ที่ปกติแล้วจะมีขนาดประมาณ 3-4 มิลลิเมตร และมีลักษณะเป็นผิวเรียบ โดยผลตรวจจะออกมาเป็นค่าตัวเลข หากค่า Calcium Score เกิน 400 ขึ้นไป แสดงว่ามีโอกาสเกิดอุบัติการณ์โรคหัวใจในอีก 10 ปีข้างหน้า มากกว่า 20%
รู้ก่อน… แค่ปรับพฤติกรรมก็ลดความเสี่ยง
การมีหินปูนในหลอดเลือดหัวใจสามารถรักษาเบื้องต้นได้ด้วยการใช้ยา แต่สิ่งสำคัญที่ทำเองได้คือต้องควบคุม “คอเลสเตอรอล” ลดการนำไขมัน LDL เข้าร่างกาย และเพิ่มไขมัน HDL ซึ่งมีส่วนช่วยในการขจัดไขมันไม่ดีออกจากหลอดเลือด และยังมีส่วนในการยับยั้งการเกิดออกซิเดชัน การอักเสบ และการแข็งตัวของเลือด ซึ่งก็จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบตันในอนาคตได้
“หลอดเลือดของเราเปลี่ยนไม่ได้ ซ่อมไม่ได้ ทั้งหมดนี้ต้องลดปัจจัยเสี่ยงเป็นสำคัญ
มิเช่นนั้น ไม่ใช่แค่หลอดเลือดหัวใจ แต่มีโอกาสที่จะเกิดหินปูนในหลอดเลือดบริเวณอื่นๆ ทั่วร่างกายได้ด้วย”
