รู้จักโรคหอบหืดในเด็ก เมื่อลูกหายใจเร็ว ไอถี่ โดยเฉพาะตอนกลางคืน อย่านิ่งนอนใจ
“โรคหอบหืดในเด็ก” เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดในวัยเด็ก เมื่อลูกน้อยมีอาการหายใจเร็ว ไอถี่ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าลูกของคุณอาจกำลังเผชิญกับโรคหอบหืด
การรู้จักและเข้าใจโรคนี้อย่างถ่องแท้ ทั้งสาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และวิธีการรักษา ตลอดจนการดูแลลูกน้อยที่เป็นโรคหอบหืดอย่างถูกวิธี จะช่วยให้พ่อแม่สามารถจัดการกับอาการของลูกได้อย่างเหมาะสม และป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นได้
โรคหอบหืดในเด็ก คืออะไร?
โรคหอบหืดในเด็ก (Childhood asthma) เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากการอักเสบของหลอดลม ทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ เมื่อเด็กสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ หรือควันบุหรี่
หลอดลมจะเกิดการตอบสนองด้วยการบวม มีเสมหะเพิ่มขึ้น และกล้ามเนื้อรอบหลอดลมหดตัว ทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง ส่งผลให้เด็กหายใจลำบาก มีเสียงหวีด ไอถี่ และแน่นหน้าอก
โรคนี้มักเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็ก บางรายอาจพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และบางคนอาจมีอาการดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แต่บางรายก็อาจมีอาการต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ จากสถิติพบว่า ประมาณร้อยละ 10-15 ของเด็กไทย ป่วยเป็นโรคหอบหืด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี
อาการของโรคหอบหืดในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องสังเกต
อาการของโรคหอบหืดในเด็กมีความหลากหลาย และอาจแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน อาการที่พ่อแม่ควรเฝ้าสังเกตได้แก่
- ลูกน้อยหายใจเร็วและถี่ โดยเฉพาะเมื่อพักหรือนอนหลับ
- มีอาการไอถี่โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือเช้าตรู่ จนรบกวนการนอนหลับ
- มีเสียงหวีดเวลาหายใจออก เสียงคล้ายนกหวีด
- แน่นหน้าอกหรือเจ็บหน้าอก เด็กโตอาจบอกว่ารู้สึกแน่นหน้าอก เหมือนมีคนมานั่งทับอก
- หอบเหนื่อยง่าย แม้ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย ต้องหยุดพักบ่อย ๆ ระหว่างเล่นหรือออกกำลังกาย
- มีอาการคล้ายเป็นหวัดบ่อยและนาน มักพบว่าเป็นหวัดบ่อยกว่าเด็กทั่วไปและอาการมักจะรุนแรงหรือเป็นนานกว่า
- ซึม เบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
อาการแสดงเมื่อมีอาการหอบ
- เด็กมีอาการหายใจเร็ว พูดแล้วเหนื่อย หรือพูดไม่เป็นประโยค
- มีอาการไอถี่ หรือหายใจแล้วได้ยินเสียงวี๊ด
- มีอาการแน่นหน้าอก
- ริมฝีปากเขียวคล้ำ
หากพบอาการเหล่านี้โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไป
สาเหตุของโรคหอบหืดในเด็ก เกิดจากอะไร?
สาเหตุที่แท้จริงของโรคหอบหืดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดโรคนี้มีหลายประการ เช่น
- ปัจจัยทางพันธุกรรม: หากพ่อหรือแม่เป็นโรคหอบหืด เด็กก็มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงขึ้น 3-6 เท่า และหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคหอบหืด เด็กก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงขึ้น
- ปัจจัยแวดล้อม: การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ แมลงสาบ เชื้อรา
มลพิษทางอากาศ ทั้งในและนอกบ้าน เช่น ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย ควันไฟ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยเสี่งเกิดโรคหอบหืดได้
นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) และอยู่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอากาศเย็นและแห้งบ่อย ๆ
- โรคภูมิแพ้อื่น ๆ ในเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (Eczema) หรือแพ้อาหาร มีโอกาสเป็นโรคหอบหืดสูงขึ้น
- ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบ เช่น การออกกำลังกายอย่างหนัก สารระคายเคืองในอากาศ เช่น น้ำหอม สเปรย์ สารเคมีต่าง ๆ การได้รับยาบางชนิด เช่น แอสไพริน หรือยากลุ่ม NSAIDs
รู้ได้อย่างไร? ลูกน้อยป่วยโรคหอบหืด
การวินิจฉัยโรคหอบหืดในเด็กต้องอาศัยข้อมูลหลายด้านประกอบกัน เนื่องจากไม่มีการทดสอบเพียงอย่างเดียวที่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในเด็กเล็ก แพทย์จะต้องพิจารณาจาก
- ประวัติทางการแพทย์และอาการทางคลินิก
- แพทย์จะซักประวัติอาการอย่างละเอียด รวมถึงความถี่และความรุนแรงของอาการ
- ซักประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว
- เช็กสภาพแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการ
- การตรวจร่างกาย
- ฟังเสียงปอดด้วยหูฟัง เพื่อตรวจหาเสียงหวีด (Wheezing)
- สังเกตรูปแบบการหายใจ และอาการแสดงอื่น ๆ
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การทดสอบสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Tests): ในเด็กโตที่สามารถทำตามคำแนะนำได้ (อายุ 5-6 ปีขึ้นไป) การตรวจวัดสมรรถภาพปอดด้วยเครื่อง Spirometer จะช่วยประเมินการทำงานของปอด
- การทดสอบความไวของหลอดลม (Bronchial Challenge Test): ทดสอบการตอบสนองของหลอดลมต่อสารกระตุ้น
- การตรวจวัดปริมาณออกไซด์ไนตริกในลมหายใจออก (FeNO Test): ช่วยบ่งชี้การอักเสบในทางเดินหายใจ
- การทดสอบภูมิแพ้
- การทดสอบผิวหนัง (Skin Prick Test): เพื่อระบุสารก่อภูมิแพ้ที่อาจกระตุ้นอาการหอบหืด
- การตรวจเลือดหา IgE จำเพาะ: ตรวจหาภูมิแพ้ต่อสารต่าง ๆ
- การทดลองรักษา
- ในบางกรณี แพทย์อาจให้ยารักษาโรคหอบหืด และประเมินการตอบสนองต่อการรักษา
- หากอาการดีขึ้นหลังได้รับยา อาจช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคหอบหืด
สำหรับเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถทำการทดสอบสมรรถภาพปอดได้ แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการทางคลินิกเป็นหลัก และอาจต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่องเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
รักษาโรคหอบหืดในเด็ก แบบไหนได้บ้าง?
การรักษาโรคหอบหืดในเด็กมีเป้าหมายเพื่อควบคุมอาการ ป้องกันการกำเริบ และให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ การรักษามีหลายแนวทาง ดังนี้
การใช้ยารักษาโรคหอบหืดในเด็ก
การใช้ยา โดยยารักษาโรคหอบหืดแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักคือ
1. ยาสำหรับควบคุม (Controller Medications)
เป็นยาที่ต้องใช้เป็นประจำทุกวัน โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาตามความรุนแรงของโรค
- ยาสเตียรอยด์ชนิดสูด (Inhaled Corticosteroids – ICS): เป็นยาหลักในการรักษา ช่วยลดการอักเสบของหลอดลม เช่น Budesonide, Fluticasone
- ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์ยาว (Long-Acting Beta-Agonists – LABA): มักใช้ร่วมกับสเตียรอยด์ชนิดสูด เช่น Formoterol, Salmeterol
- ยากลุ่ม Leukotriene Modifiers: เช่น Montelukast ช่วยลดการอักเสบและป้องกันอาการหอบหืดที่เกิดจากการออกกำลังกาย
- ยาป้องกันการหลั่งสารจากเซลล์เม็ดเลือดขาว (Mast Cell Stabilizers): เช่น Cromolyn Sodium
2. ยาสำหรับบรรเทาอาการ (Reliever Medications)
เป็นยาบรรเทาอาการเวลาเด็กมีอาการ ไอหรือหอบหืดกำเริบ
- ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์เร็ว (Short-Acting Beta-Agonists – SABA): เช่น Salbutamol (Ventolin) ใช้เมื่อมีอาการหอบเฉียบพลัน
- ยาสเตียรอยด์ชนิดกิน: ใช้ในกรณีที่มีอาการกำเริบรุนแรง และใช้ในระยะสั้น ๆ
ใช้อุปกรณ์พ่นยารักษาโรคหอบหืดในเด็ก
การใช้อุปกรณ์พ่นยา เป็นอีกวิธีรักษาโรคหอบหืดในเด็ก โดยจะต้องเลือกอุปกรณ์พ่นยาที่เหมาะสมกับอายุและความสามารถของเด็ก
- กระบอกช่วยพ่นยา (Spacer): แนะนำให้ใช้ร่วมกับยาพ่นแบบกดในเด็กทุกวัย เพื่อช่วยให้ยาเข้าสู่ปอดได้มากขึ้น
- ยาพ่นแบบกด (MDI – Metered Dose Inhaler): ต้องใช้ร่วมกับกระบอกช่วยพ่นยาในเด็ก
- ยาพ่นชนิดผง (DPI – Dry Powder Inhaler): เหมาะสำหรับเด็กโตที่สามารถสูดยาด้วยแรงเพียงพอ (อายุมากกว่า 5-6 ปี)
- เครื่องพ่นยา (Nebulizer): ใช้ในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีอาการรุนแรง
การรักษาเฉพาะบุคคล
แผนการรักษาเฉพาะบุคคลแพทย์จะกำหนดแผนการรักษาเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละคน ประกอบด้วย
- แผนการใช้ยาประจำวัน
- แผนการรับมือเมื่อมีอาการกำเริบ
- การติดตามอาการและปรับแผนการรักษาตามความจำเป็น
การรักษาโรคหอบหืดในเด็กด้วยวิธีอื่น ๆ
- การรักษาโรคที่เกี่ยวข้อง: เช่น โรคภูมิแพ้จมูก กรดไหลย้อน ซึ่งอาจกระตุ้นอาการหอบหืด
- การรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy): พิจารณาในกรณีที่มีภูมิแพ้รุนแรงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
- การใช้ยาชีวภาพ (Biologics): ในเด็กที่มีอาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน
การรักษาจะได้ผลดีที่สุดเมื่อพ่อแม่และเด็กมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและแผนการรักษา รวมถึงการใช้ยาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ
วิธีดูแลจากโรคหอบหืด พร้อมแนวทางป้องกัน
แม้ว่าไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคหอบหืดได้อย่างสมบูรณ์ แต่มีหลายวิธีดูแลลูกน้อยที่อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค โดยเฉพาะในเด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืด
การป้องกันตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์และทารก
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์: การสูบบุหรี่ของมารดาระหว่างตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงของโรคหอบหืดในเด็ก
- การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันที่อาจช่วยป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจและการพัฒนาไปสู่โรคหอบหืด
- การแนะนำอาหารเสริมอย่างเหมาะสม: การแนะนำอาหารที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น ไข่ ถั่ว นม ในช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้อาหารซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหอบหืด
การจัดการสิ่งแวดล้อม
- ลดการสัมผัสกับไรฝุ่น: หมั่นซักที่นอน ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน ใช้ที่นอนและหมอนที่มีปลอกกันไรฝุ่น ลดของสะสมฝุ่นเช่นตุ๊กตาผ้า
- ควบคุมสัตว์เลี้ยง: หากเด็กมีประวัติภูมิแพ้ อาจต้องพิจารณาไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขนในบ้าน หรือจำกัดบริเวณที่สัตว์เลี้ยงอาศัย
- รักษาความสะอาดในบ้าน: กำจัดแมลงสาบและหนู ซึ่งเป็นแหล่งของสารก่อภูมิแพ้
- ป้องกันเชื้อรา: ควบคุมความชื้นในบ้าน
การป้องกันการติดเชื้อ
- การฉีดวัคซีน: วัคซีนตามกำหนด รวมถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี
- สุขอนามัยที่ดี: ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจ
การลดมลพิษทางอากาศ
- ปลอดบุหรี่: ไม่สูบบุหรี่ในบ้านหรือในรถ และไม่ให้เด็กอยู่ในบริเวณที่มีคนสูบบุหรี่
- ลดมลพิษภายในบ้าน: หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดควัน
- ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ: พิจารณาใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพในห้องที่เด็กใช้เวลามาก
ส่งเสริมสุขภาพทั่วไป
- ส่งเสริมการออกกำลังกาย: การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของปอดและระบบภูมิคุ้มกัน
- รักษาน้ำหนักที่เหมาะสม: โรคอ้วนในเด็กเพิ่มความเสี่ยงของโรคหอบหืด การควบคุมน้ำหนักอาจช่วยลดความเสี่ยงได้
- อาหารที่มีประโยชน์: รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยผักและผลไม้ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ
คำถามที่พบบ่อย ๆ เกี่ยวกับโรคหอบหืดในเด็ก
1.โรคหอบหืดในเด็ก หายได้ไหม?
คำถามที่พ่อแม่ของเด็กที่เป็นโรคหอบหืดมักถามคือ “โรคนี้หายขาดได้หรือไม่” คำตอบนี้มีความซับซ้อนและขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
การหายของโรคหอบหืดในเด็ก ประกอบด้วย
การหายโดยธรรมชาติ (Natural Remission)
- ประมาณร้อยละ 30-50 ของเด็กที่เป็นโรคหอบหืดจะมีอาการที่ดีขึ้นหรือหายไปเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่
- เด็กที่มีแนวโน้มหายจากโรคมักเป็นเด็กที่เริ่มมีอาการในช่วงอายุ 3-5 ปี และไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้อื่น ๆ
ปัจจัยที่บ่งชี้โอกาสหายจากโรค
- เด็กที่มีอาการเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง
- ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้หรือโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (Eczema)
- ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหอบหืด
- เริ่มมีอาการหลังอายุ 3 ปี
- ไม่มีการแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ
การรักษาและควบคุมโรค แม้ว่าหลายกรณีอาจไม่หายขาดอย่างสมบูรณ์ แต่การควบคุมโรคที่ดีด้วยการใช้ยาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ รวมถึงการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น สามารถช่วยให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีและทำกิจกรรมได้เหมือนเด็กปกติ
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ควรเข้าใจว่าโรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเด็กบางรายอาจมีอาการดีขึ้นเมื่อโตขึ้น แต่การรักษาที่เหมาะสมและการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
2.เด็กเป็นหอบ ควรนอนท่าไหน?
การจัดท่านอนที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่เป็นโรคหอบหืดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านอนที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้อาการแย่ลง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่มักมีอาการกำเริบบ่อย ท่านอนที่แนะนำ มีดังนี้
นอนศีรษะสูง
- จัดให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย โดยอาจใช้หมอนรองใต้ที่นอนส่วนบน หรือยกหัวเตียงขึ้น 15-30 องศา
- สำหรับเด็กเล็ก อาจใช้หมอนบาง ๆ รองใต้ที่นอนบริเวณส่วนบน ไม่ควรใช้หมอนหนา ๆ รองโดยตรงใต้ศีรษะเด็ก
- การนอนศีรษะสูงช่วยให้เสมหะไม่ไหลย้อนเข้าหลอดลม และช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น
นอนตะแคงขวา
- การนอนตะแคงขวาช่วยลดแรงกดทับบนปอด และช่วยระบายเสมหะได้ดีกว่า
- อย่างไรก็ตาม ให้สังเกตว่าเด็กหายใจสะดวกในท่าใด เพราะเด็กแต่ละคนอาจตอบสนองต่อท่านอนต่างกัน
หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ
- การนอนคว่ำอาจทำให้หายใจลำบากเนื่องจากมีแรงกดทับบนทรวงอก
- สำหรับทารก ควรให้นอนหงายเสมอเพื่อป้องกันภาวะเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารก (SIDS)
3.โรคหอบหืดในเด็ก ห้ามกินอะไรบ้าง?
อาหารบางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดในเด็กที่มีความไวต่ออาหารเหล่านั้น แม้ว่าไม่มีรายการอาหารต้องห้ามที่เป็นสากลสำหรับเด็กทุกคนที่เป็นโรคหอบหืด
เอกสารอ้างอิง
