โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือเด็ก LD คืออะไร? อ่านไม่ออก เขียนไม่เกิดจากสาเหตุใด?

Image

แชร์


โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือเด็ก LD คืออะไร? อ่านไม่ออก เขียนไม่เกิดจากสาเหตุใด?

โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (Specific Learning Disorder: SLD) หรือที่เรียกว่าโรคแอลดี (Learning Disability: LD) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน

 

ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ทักษะพื้นฐาน เช่น ปัญหาการอ่านสะกดคำ ปัญหาการเขียน หรือปัญหาด้านการคำนวณ การที่พ่อแม่ผู้ปกครองและครูเข้าใจธรรมชาติของโรคนี้จะช่วยให้ผู้การสนับสนุนที่เหมาะสมแก่เด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ คืออะไร?

โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (Specific Learning Disorder: SLD) หรืออีกชื่อที่ได้ยินบ่อย ๆ คือ โรคแอลดี (Learning Disability) คือโรคความผิดปกติทางพัฒนาการของสมองที่ส่งผลให้เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามวัย

 

เด็กที่เป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ จะมีความยากลำบากในการประมวลผลข้อมูลในบางด้าน เช่น การอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ ซึ่งไม่ใช่เพราะขาดโอกาสทางการศึกษา ปัญหาด้านการได้ยินหรือการมองเห็น หรือความบกพร่องทางสติปัญญา

 

 

ลักษณะสำคัญของโรคบกพร่องทางการเรียนรู้

  • ความสามารถในการเรียนรู้ทักษะเฉพาะด้านต่ำกว่าเด็กวัยเดียวกัน
  • ปัญหาคงอยู่แม้จะได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม
  • ส่งผลกระทบต่อผลการเรียนและกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
  • ไม่เกี่ยวข้องกับระดับสติปัญญาโดยรวม

 

แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

 

  1. ความบกพร่องด้านการอ่าน (Dyslexia)
  • อาการ : อ่านช้า อ่านผิด มีปัญหาในการถอดรหัสคำ
  • ลกระทบ : ความเข้าใจในการอ่านลดลง ส่งผลต่อวิชาอื่นๆ

พบมากที่สุดในกลุ่มโรคแอลดี ประมาณ 80% ของผู้ป่วย

 

  1. ความบกพร่องด้านการเขียน การสะกดคำ (Dysgraphia)
  • อาการ : เกี่ยวข้องกับอุปสรรคในการทำความเข้าใจ เขียนอักษรไม่ชัดเจน จัดวางคำไม่เป็นระเบียบ
  • ปัญหาเฉพาะ: การสะกดคำ การจัดระเบียบความคิด การเขียนตามคำบอก
  • ส่งผลต่อ : การสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษร งานเขียนในทุกวิชา

สามารถพบได้ร้อยละ 6 ของเด็กวัยเรียน

 

  1. ความบกพร่องด้านการคำนวณ คณิตศาสตร์ (Dyscalculia)
  • อาการ : ไม่เข้าใจแนวคิดตัวเลข มีปัญหาด้านการคำนวณ อาจส่งผลต่อทักษะที่เกี่ยวข้องกับการจับปากกาหรือดินสอ
  • ความยากลำบาก : ไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ การนับ การบวกลบคูณหาร การแก้โจทย์คำ

พบได้ร้อยละ 1 ของเด็กวัยเรียน พบบ่อยในผู้หญิง

 

 

โรคบกพร่องทางการเรียนรู้กับเด็กสมาธิสั้นต่างกันอย่างไร?

โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (SLD) กับเด็กสมาธิสั้น (ADHD) มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและมักเกิดร่วมกัน

 

SLD = ปัญหาการประมวลผลข้อมูลเฉพาะด้าน (อ่าน เขียน คำนวณ)

ADHD = ปัญหาการควบคุมสมาธิ ความอยู่นิ่ง และการคิดก่อนทำ

 

ทั้ง 2 โรคนี้มักเกิดร่วมกันบ่อย ๆ โดย 30-50% ของเด็ก SLD มี ADHD ร่วมด้วย ขณะเดียวกัน 25-40% ของเด็ก ADHD มี SLD ร่วมด้วยเช่นกัน

 

 

รู้สาเหตุของโรคบกพร่องทางการเรียนรู้

สาเหตุของโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม : เด็กที่มีพ่อแม่หรือเครือญาติที่เป็นโรคแอลดีมักมีความเสี่ยงสูง
  • ความผิดปกติของโครโมโซม : พบว่าความผิดปกติในระหว่างการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์มีกระทบอาจส่งผลให้เกิดโรคได้

 

งานวิจัยเชิงลึก พบว่า มีความเกี่ยวข้องกับโครโมโซมคู่ที่ 2, 3, 6, 15 และ 18 โดยเฉพาะ Human leukocyte antigen (HLA) ของโครโมโซมคู่ที่ 6p 31.3 ที่พบ Specific Learning disorders (ด้านการอ่านและการ เขียน) ร่วมกับโรคสมาธิสั้น

 

นอกจากนี้ ปัจจัยแวดล้อมระหว่างตั้งครรภ์ เช่น การติดเชื้อ การใช้สารเสพติด ปัญหาระหว่างคลอด อย่างการขาดออกซิเจน การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ ล้วนก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคมากขึ้น

  • ปัจจัยด้านการพัฒนาการของสมอง : ความแตกต่างในบริเวณสมองที่ควบคุมการเรียนรู้ การเชื่อมต่อของเซลล์สมอง เกิดความบกพร่อง โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการใช้ภาษา
  • ปัจจัยสิ่งแวดล้อม : เด็กหลังคลอด ที่สัมผัสสารพิษ ตะกั่ว สารเคมี หรือมลพิษ รวมถึงเกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสเกิดโรคได้

 

อาการแบบไหน ที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรพาเด็กมาพบแพทย์

  • เด็กมีปัญหาการเรียน เช่น เรียนรู้ช้า สมาธิสั้น ความจำไม่ดี จำตัวหนังสือไม่ค่อยได้ อ่าน เขียนหนังสือลำบาก หรือทำไม่ได้ คิดเลขไม่ได้ ผลการเรียนต่ำกว่าเด็กทั่วไปชัดเจน
  • เด็กมีปัญหาพฤติกรรม ก้าวร้าว ไม่ยอมไปโรงเรียน หนีเรียน ไม่สนใจ อยู่ไม่นิ่ง
  • เด็กมีปัญหาด้านอารมณ์ เช่น เงียบ แยกตัว ไม่มั่นใจตนเอง ประหม่า กลัว วิตกกังวล ซึมเศร้า
  • เด็กมีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ ตาพร่า

 

 

การวินิจฉัยโรคบกพร่องทางการเรียนรู้

การวินิจฉัยโรคต้องดำเนินการอย่างละเอียด แพทย์จึงต้องประเมินและเก็บข้อมูลหลายด้าน เพื่อแยกแยะสาเหตุจึงจำเป็นต้องทำการรวบรวมประวัติการเรียนและพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กแต่ละด้านจากครูประจำชั้น เพื่อประกอบการวินิจฉัย

 

รวมถึงทำการทดสอบวัดผล เช่น แบบทดสอบสติปัญญา เพื่อวัดระดับสติปัญญาโดยรวม, แบบทดสอบความสามารถเฉพาะ วัดทักษะการอ่าน เขียน คำนวณ หรือ แบบทดสอบความจำและสมาธิประเมินการทำงานของสมอง

 

การช่วยเหลือเด็ก LD เพื่อรักษาฟื้นฟู

หากเด็กได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางการเรียนรู้ แนวทางการรักษาคือการ ช่วยเหลือแบบ บูรณาการ และมองปัญหาอย่างรอบด้าน โดยอาศัยความร่วมมือทั้งจากทางครอบครัว ทางการแพทย์ และทางการศึกษา ดังต่อไปนี้

 

การรักษาฟื้นฟูทางการแพทย์

การรักษาทางการแพทย์อาจมีการใช้ยา เนื่องจากเด็ดอาจมีโรคสมาธิสั้น หากได้รับยาช่วยสมาธิ อาการของโรคก็จะดีขึ้น อย่างไรก็ไม่มียาที่รักษาโรคแอลดีโดยตรง ยาใช้เพื่อรักษาอาการร่วมเท่านั้น ซึ่งแพทย์จะพิจารณาว่าแผนการรักษาเป็นรายบุคคล

 

การช่วยเหลือจากครอบครัว

ครอบครัวจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนพฤติกรรมจากการตำหนิ ลงโทษ เป็นความเข้าใจและการสร้างกำลังใจ เน้นการชื่นชมความสำเร็จเล็ก ๆ ของเด็ก เพื่อช่วยเหลือทางการศึกษา และสนับสนุนในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของเด็ก

 

การช่วยเหลือทางการศึกษา

โรงเรียนหรือครูจะต้องวางแผนการเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความบกพร่องของเด็กแต่ละด้าน มีการสอนเสริมในรูปแบบการสอนกลุ่มย่อย 30-45 นาที สัปดาห์ละ 4-5 วัน และปรับการเรียนช่วยอ่านบทเรียนให้ฟัง เพื่อให้เด็กได้เนื้อหา ความรู้ ได้เร็วขึ้น และส่งเสริมจุดแข็ง เน้นทักษะด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในตัวเด็ก เป็นต้น

 

สรุป รักษาโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ต้องอาศัยความเข้าใจ

โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (SLD) เป็นความผิดปกติทางพัฒนาการที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ด้วยการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แนวทางการช่วยเหลือที่เหมาะสม และการสนับสนุนจากครอบครัวและโรงเรียน เด็กที่มีโรคนี้จะสามารถเรียนรู้และประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น

 

เพียงแต่ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และการทำงานเป็นทีมระหว่างแพทย์ ครู ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสและเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับเด็กทุกคน

 

 

FAQ โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disorders / Specific Learning Disorder)

 

Q : จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กเป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้?

A :  สัญญาณที่พบบ่อย ได้แก่ อ่านหนังสือช้ากว่าเพื่อน สะกดคำผิดบ่อย เขียนตัวอักษรสลับกัน อ่านข้ามคำ คำนวณเลขพื้นฐานได้ยาก หรือมีผลการเรียนเฉพาะบางวิชาต่ำกว่าระดับชั้นอย่างต่อเนื่อง หากอาการเหล่านี้ส่งผลต่อการเรียนหรือการใช้ชีวิต ควรพาเด็กเข้ารับการประเมินโดยกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือนักจิตวิทยา เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการช่วยเหลือที่เหมาะสม

 

Q : โรคบกพร่องทางการเรียนรู้รักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

A : โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ไม่ใช่โรคที่รักษาให้หายขาดด้วยยา แต่สามารถพัฒนาและจัดการได้ด้วยการฝึกทักษะเฉพาะด้าน การปรับวิธีการเรียนการสอน การสนับสนุนจากครอบครัวและโรงเรียน รวมถึงการติดตามอย่างต่อเนื่อง เด็กจำนวนมากสามารถเรียนหนังสือ ใช้ชีวิต และประกอบอาชีพได้ตามปกติเมื่อได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ

 

Q : โรคบกพร่องทางการเรียนรู้เหมือนกับสมาธิสั้นหรือไม่?

A : ไม่เหมือนกัน แม้ทั้งสองภาวะจะพบร่วมกันได้บ่อย โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) เป็นปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ ขณะที่โรคสมาธิสั้น (ADHD) เป็นความผิดปกติด้านการควบคุมสมาธิ ความหุนหันพลันแล่น และการอยู่ไม่นิ่ง เด็กบางคนอาจเป็นเพียง LD บางคนเป็น ADHD หรืออาจมีทั้งสองภาวะร่วมกัน จึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด

 

Q : หากสงสัยว่าลูกเป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ ควรทำอย่างไร?

A :  หากผู้ปกครองสังเกตว่าลูกมีปัญหาด้านการอ่าน การเขียน หรือการคำนวณอย่างต่อเนื่อง แม้ได้รับการฝึกฝนแล้วไม่ดีขึ้น ควรพาเด็กเข้ารับการประเมินโดยเร็ว ไม่ควรรอให้ผลการเรียนแย่ลงหรือเด็กหมดความมั่นใจ เพราะการวินิจฉัยและช่วยเหลือตั้งแต่ช่วงวัยเรียนจะช่วยให้เด็กได้รับการฝึกทักษะที่เหมาะสม ลดผลกระทบต่อการเรียน ความภาคภูมิใจในตนเอง และพัฒนาการในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เอกสารอ้างอิง

Loading...

แชร์


Loading...

โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือเด็ก LD คืออะไร? อ่านไม่ออก เขียนไม่เกิดจากสาเหตุใด?