โรคหัวใจเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกเป็นอันดับต้นๆ โดยชนิดที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก็คือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน ซึ่งในอดีตจะพบมากในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันพบว่า แม้แต่คนอายุน้อยที่ยังอยู่ในวัยทำงานหรือยังเป็นวัยรุ่นก็มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจกันมาก ซึ่งสาเหตุสำคัญมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต และความประมาทที่เห็นว่า ร่างกายภายนอกนั้นดูแข็งแรงดี จึงละเลยการดูแลตนเอง และไม่เคยเขารับ ‘การตรวจสุขภาพหัวใจ’
ปัจจัยอะไรบ้าง? ที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
ปัจจัยหรือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ
- ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อายุ พันธุกรรม หรือความผิดปกติที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด
- ปัจจัยที่ควบคุมได้ คือ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ทั้งการกิน การนอน การออกกำลังกาย และความเครียด รวมถึงการสูบบุหรี่ ปาร์ตี้ดื่มแอลกอฮอล์ และการไม่รักษาโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราพอจะควบคุมหรือปรับเปลี่ยนตนเองได้
ทำไมพฤติกรรมเหล่านี้จึงทำเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
- รับประทานอาหารไขมันสูง
ส่งผลให้เกิดภาวะไขมันสะสมจนอุดตันในหลอดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด และนำไปสู่ภาวะหัวใจวายจนเสียชีวิตได้
- การสูบบุหรี่
สารพิษในบุหรี่ทำให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดหัวใจเสียหาย เกิดเส้นเลือดแข็ง ผนังเส้นเลือดหนา เกล็ดเลือดจับตัวกับผนังหลอดเลือด
- ความเครียด
เมื่อรู้สึกเครียด หัวใจมักต้องทำงานหนักขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น หากเครียดบ่อยๆ ก็จะส่งผลเสียกับหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้
- ไม่ค่อยออกกำลังกาย
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้หัวใจแข็งแรงและมีความพร้อมต่อการใช้งานหนัก แต่หากหัวใจไม่ค่อยได้ออกกำลังก็จะทนกับการทำงานหนักไม่ไหว เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องทำงานหนักจึงรับไม่ไหวและทำให้หัวใจล้มเหลวได้
- ไม่ควบคุมโรคเบาหวาน โรคอ้วน
ผู้ป่วยโรคเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ยิ่งมีไขมันในเลือดสูงก็จะทำให้เลือดข้นจนเกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้ง่าย ส่วนระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากๆ ก็จะทำให้หลอดเลือดเกิดความเสียหาย จนนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดได้
เพื่อลดความเสี่ยงการเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือ หัวใจหยุดเต้นฉับพลัน เราทุกคนควรหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด อาหารมันๆ ทำจิตใจให้เบิกบาน ไม่เครียด และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้ได้สัปดาห์ละอย่างน้อยรวม 150 นาที รวมทั้งเข้ารับการ ‘ตรวจสุขภาพหัวใจ’ อย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจพบภาวะเสี่ยงเร็ว ก็จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการ
นพ. ชยุต ชีวะพฤกษ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์
