การจะรักษาแผลไฟไหม้อย่างไรนั้น ต้องประเมินระดับความรุนแรงของแผลก่อนเสมอ ซึ่งการทำความสะอาดแผล การใช้ยา และการปิดแผลที่เหมาะสม จะช่วยเร่งการสมานแผล และป้องกันการติดเชื้อได้ดี ส่วนการฟื้นฟูแผลไฟไหม้ที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะด้วยยา หรือเทคโนโลยีการรักษาที่ดีก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน วันนี้เราจะมาดูกันว่า การดูแลฟื้นฟูแผลไฟไหม้ที่มีประสิทธิภาพ ต้องทำอย่างไรบ้าง?
ความสำคัญ และวัตถุประสงค์ของการฟื้นฟูแผลไฟไหม้
การดูแลแผลไฟไหม้ที่ดีอย่างต่อเนื่อง และการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เหมาะสม จะช่วยให้ผิว หรือแผลกลับคืนสู่สภาพปกติ หรือใกล้เคียงที่สุด ลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็น และยังช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหว เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อ หรืออวัยวะที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
วิธีดูแลแผลไฟไหม้ เพื่อการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ
การใช้ยา ครีม หรือผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยเร่งการสมานแผล ควรพิจารณาจากลักษณะ และความรุนแรงของแผล รวมถึงอายุ สุขภาพ และประวัติการแพ้สารเคมีหรือยา ดังนี้
- แผลไฟไหม้ที่ลึก หรือรุนแรง ต้องใช้ยาที่เฉพาะเจาะจง เพื่อประสิทธิภาพในการฟื้นฟู เช่น Silver Sulfadiazine ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ และการอักเสบได้
- แผลที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เช่น แผลลึก หรือแผลบนใบหน้า ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยสมานแผลได้ดี เช่น Mupirocin หรือ Fusidic Acid แต่ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนเสมอ
- การให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เพื่อป้องกันแผลแห้งตึงอาจใช้ Hydrocolloid Dressing สำหรับแผลแห้ง และ Foam Dressing สำหรับแผลที่มีสารคัดหลั่งเล็กน้อยถึงปานกลาง
- ผู้ที่มีประวัติแพ้สารเคมี หรือแพ้ครีม อาจใช้ Burnova Gel Plus ที่มีสารสกัดจากว่านหางจระเข้ ซึ่งช่วยลดอาการปวด และสมานแผลได้ดี ทั้งยังมีสารสกัดจากใบบัวบก และแตงกวาที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบ โดยสามารถใช้กับผิวหน้าและผิวกายได้แต่ควรใช้หลังจากแผลที่ปิดสนิทแล้ว
- ผู้ที่มีผิวบอบบาง อาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้แผลสมานเร็วขึ้น เช่น ใช้ Scagel สำหรับแผลไฟไหม้ที่ปิดสนิทแล้ว หรือ Mebo Cream ที่มีส่วนผสมของ BETA-SITOSTEROL ที่ช่วยลดอาการบวม และอักเสบของแผล ระงับความเจ็บปวด และช่วยให้แผลสมานเร็วขึ้น ขณะที่ Dermazin Cream มีส่วนผสมของ Silver Sulfadiazine ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ และลดการอักเสบ แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ยังมีครีม หรือเจลที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหัวหอม (Allium Cepa) ซึ่งช่วยลดรอยดำ และป้องกันการเกิดแผลเป็น
- การปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะ ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30+ ทาบริเวณแผลก่อนออกแดดอย่างน้อย 15-30 นาที หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วง 00-16.00 น. และสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด
- การรับประทานอาหาร ให้เน้นอาหารโปรตีนสูง รวมถึงธาตุสังกะสีที่ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เช่น เนื้อปลา ไข่ อาหารทะเล และเมล็ดฟักทอง วิตามินซี ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง เค็มจัด ของหวาน ของมัน และของทอด เพราะอาจส่งผลให้กระบวนการฟื้นฟูแผลช้าลง ทั้งยังควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เนื่องจากน้ำช่วยในการลำเลียงสารอาหาร และของเสีย และช่วยให้ผิวชุ่มชื้น
เทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูแผลไฟไหม้ และลดรอยแผลเป็น
- แผ่นซิลิโคนเจล (Silicone Gel Sheet) ใช้ปิดแผลเป็นหลังจากแผลหายดีแล้ว โดยปิดต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงนาน 3 เดือน เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้น ช่วยลดรอยแผลเป็นนูนแดง ให้เรียบขึ้นได้มาก แผ่นซิลิโคนมีอายุการใช้งานนานประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดของแผล และวิธีการใช้งาน โดยสามารถล้างด้วยน้ำเปล่า และผึ่งให้แห้งก่อนนำกลับมาใช้ใหม่
- เลเซอร์ฟื้นฟูผิว (Laser Therapy) เพื่อช่วยลดรอยแดงรอยดำบนผิว โดยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผิวจะเรียบและดูดีขึ้น การเลือกใช้เลเซอร์ชนิดใดขึ้นอยู่กับลักษณะของแผลเป็น และคำแนะนำของแพทย์ เช่น Pulsed Dye Laser, Fractional CO2 หรือPicosecond Laser แต่อาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- การปลูกถ่ายผิวหนัง (Skin Grafting) เป็นทางเลือกสำหรับแผลลึก และกว้างที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ด้วยวิธีอื่น โดยการนำผิวหนังจากส่วนอื่นของร่างกาย มาปลูกถ่ายลงในบริเวณที่เป็นแผล
- การใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Therapeutic Ultrasound) เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และเร่งกระบวนการสมานแผล ช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และลดการอักเสบ
ข้อควรระวัง หรือหลีกเลี่ยงในช่วงที่ฟื้นฟูแผลไฟไหม้
หลังการรักษาผิว หรือแผล ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรม หรือปัจจัยที่อาจทำให้แผลหายช้า หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อแผล และผิวหนังใหม่ที่กำลังฟื้นฟู ดังนี้
- การสัมผัสแผลด้วยมือ หรืออุปกรณ์ดูแลแผลที่ไม่สะอาด เพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อ
- การแกะ หรือเกาบริเวณแผล อาจทำให้ผิวหนังถลอก เกิดการติดเชื้อ หรือทำให้แผลเป็นนูน หรือตึงมากขึ้น
- การเจาะตุ่มพอง เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อ หรือแผลหายช้าลง
- การใช้สารเคมีรุนแรง หรือผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์ จะทำให้ผิวแห้ง และระคายเคือง
- การถูกแสงแดดโดยตรง ทำให้ผิวหนังที่ฟื้นฟูใหม่เกิดการระคายเคือง หรือเป็นแผลเป็นได้ง่าย
- การออกกำลังกายหนักที่อาจทำให้แผลตึง หรือฉีกขาด ทำให้แผลหายช้าลง
- การสูบบุหรี่ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งส่งผลเสียต่อการไหลเวียนเลือด ที่มีความสำคัญในการฟื้นฟูแผล
การสังเกตอาการผิดปกติของแผลไฟไหม้ ในช่วงของการฟื้นฟูแผล
ในช่วงการฟื้นฟูแผลไฟไหม้ ควรสังเกตลักษณะแผล และอาการอื่นๆ ร่วมด้วยเสมอ หากอาการไม่ดีขึ้น หรือพบความผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ เช่น
การดูแลแผลไฟไหม้ ต้องอาศัยความใส่ใจ และการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แผลฟื้นตัวอย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันสามารถช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูผิว และลดรอยแผลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพบอาการผิดปกติ หรือความไม่สบายใจในระหว่างการฟื้นฟู ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน พร้อมให้การดูแลรักษา โดยแพทย์เฉพาะทางในการรักษาแผลไฟไหม้ เพื่อการฟื้นฟูแผลให้หายสนิท และลดโอกาสการเกิดแผลเป็นให้ได้มากที่สุด
นพ. กำธร วิจิตรกำธร
ศัลยแพทย์ ศูนย์ศัลยกรรม
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
