ตรวจหาแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ บอกความเสี่ยง “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน”

Image

แชร์


ตรวจหาแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ บอกความเสี่ยง “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน”

ตรวจหาแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ คืออะไร

การตรวจหาแคลเซียมหรือหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Calcium Score) คือการตรวจปริมาณแคลเซียมที่ผนังของหลอดเลือดหัวใจ โดยใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT Scan) ใช้เวลาตรวจน้อยและให้ความแม่นยำสูง ซึ่งโดยปกติแล้วแคลเซียมที่จับที่ผนังหลอดเลือดหัวใจไม่ได้เกิดเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก หรือจากภาวะหลอดเลือดเสื่อมเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดในคนที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดแดง เช่นมี ไขมันในเส้นเลือดผิดปกติ มีไขมันเกาะที่ผนังหลอดเลือดก่อให้เกิดปฎิกิริยาทางเคมีทำให้เกิดคราบไขมัน จับตามท่อน้ำให้เกิดเส้นเลือดตีบและตันเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน

 

 

ดังนั้น การการตรวจหาแคลเซียมหรือหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ จึงเป็นคำนวณหาปริมาณแคลเซียมที่เกาะภายในผนังหลอดเลือดแดง เพื่อใช้บ่งบอกแนวโน้มถึงโอกาสในการที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจว่ามีมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลันซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูง

 

 

ข้อดีของการตรวจหาแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ

การตรวจวัดปริมาณแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ ใช้เวลาตรวจ ประมาณ 10 นาทีเท่านั้น เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และไม่ต้องฉีดสีสวนหัวใจ รวมถึงภาพที่ได้จากการตรวจวิธีนี้จะมีความคมชัดเนื่องจากเครื่องมีความเร็วในการจับภาพสูง อีกทั้งสามารถจับภาพขณะที่หัวใจเต้นได้ดี และบอกถึงปริมาณหินปูนที่สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดหัวใจได้แม่นยำว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไม่ แพทย์จึงสามารถใช้เป็นข้อมูลวิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วย เพื่อตัดสินใจให้การรักษาให้เหมาะสมสําหรับผู้ป่วยแต่ละรายได้

 

 

ผลตรวจแบบไหนถึงมีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

ผลการตรวจ ได้ค่าระหว่าง 0-400 หมายถึงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจต่ำ ถึงปานกลาง ส่วนผลการตรวจ Calcium Score ได้ค่าตั้งแต่ 400 ขึ้นไปอาจมีภาวะหลอดเลือดตีบแอบแฝงอยู่ ภายในระยะเวลา 2-5 ปี เสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบสูงมาก แม้ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม เมื่อตรวจแล้วควรปฎิบัติตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด โดยมีวิธีปฎิบัติตัวอื่นๆ ร่วมด้วยดังนี้

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ หรือลดปริมาณลง รับประทานอาหารที่มีพลังงานต่ำกากใยสูง (ผัก ผลไม้) หลีกเลี่ยงอาหารหรืองดอาหารไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไข่นกกระทา หอยทุกชนิด กุ้งทุกชนิด มายองเนส เนยเหลว ครีม มาการีนแข็ง ลดอาหารที่มีกะทิ และอาหารทอดทุกชนิด จำกัดการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม เพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นต้น
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะรายที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน รวมถึงในรายที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเกิดขึ้นบ้างแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหัวใจเพื่อรับคำปรึกษา ตรวจประเมินหลอดเลือดหัวใจด้วยการเดินสายพานอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 20-30 นาที/ครั้ง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
  • ดูแลสุขภาพจิต พยายามทำใจให้รื่นเริงไม่เคร่งเครียด หงุดหงิด

แชร์


Loading...