โนโรไวรัส มีชื่อเดิมว่า นอร์วอร์ก ไม่ใช่ไวรัสชนิดใหม่ ใช้ระยะเวลาในการฟักตัวสั้น เพียง 12 – 48 ชั่วโมงเท่านั้น เป็นสาเหตุหลักของโรคท้องร่วงในเด็กเล็ก ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ค่อยพบเห็นการระบาดมากนัก เนื่องจากโรงเรียนต่างๆ ให้การดูแลเรื่องความสะอาดค่อนข้างดี แต่ก็มีการระบาดอยู่บ้างตามสถานเลี้ยงเด็ก หรือในเด็กโต นักเรียนระดับประถม และมัธยม ติดเชื้อได้จากการสัมผัสกับอาหารและน้ำ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ และยังสามารถแพร่ได้ทางอากาศจากการไอ จาม หรืออาเจียน และเด็กที่ติดเชื้อจะยังสามารถแพร่เชื้อได้ แม้อาการจะทุเลาลงแล้วก็ตาม ซึ่งเชื้อไวรัสโนโรนี้เมื่อได้รับแล้วจะทำให้เกิดอาการท้องเสีย การรักษาความสะอาดเพียงน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อนั้นไม่สามารถป้องกันได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือล้างมือด้วยน้ำและสบู่ เป็นระยะเวลานานๆ
6 อาการหลัก ชวนสงสัย
- คลื่นไส้ อาเจียน ค่อนข้างรุนแรง เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
- ถ่ายเหลว บางครั้งอาจมีมูก หรือมีเลือดปน
- ปวดท้อง
- ปวดศีรษะ
- มีไข้
- อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาแบบจำเพาะ การรักษาจึงทำได้เพียงบรรเทาอาการ ซึ่งเด็กก็จะสามารถหายได้เอง โดยแนะนำให้บรรเทาตามอาการ ดังนี้
- ดื่มน้ำมากๆ ป้องกันภาวะขาดน้ำ ให้เด็กดื่มเกลือแร่ด้วย เพื่อทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากการอาเจียน และท้องเสีย
- พักผ่อนให้เพียงพอ ลดการเสียแรงโดยไม่จำเป็น เพื่อให้เด็กมีระยะเวลาฟื้นตัว
- ทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก กล้วยบด ลดการทำงานของระบบย่อยอาหาร ไม่ให้ทำงานหนักเกินไป
- เลี่ยงการทานยาแก้ท้องร่วง อาการท้องเสียเป็นหนึ่งในกระบวนการขับเชื้อโรคออกจากร่างกาย การทานยาแก้ท้องร่วง จะทำให้เชื้อไม่สามารถระบายออกจากร่างกายได้
อย่างไรก็ตาม หากเด็กมีอาการรุนแรง น่าเป็นห่วง อาจเสี่ยงเกิดภาวะขาดน้ำจากอาการท้องเสีย และอาเจียน จนนำไปสู่ภาวะช็อกได้ แนะนำให้ผู้ปกครอง หรือครูอาจารย์รีบพาเด็กๆ มาพบแพทย์ เนื่องจากบางรายมีอาการขาดน้ำต้องให้น้ำเกลือ หรือนอนโรงพยาบาล ดูอาการอย่างน้อย 2 – 3 วัน
