รักษาแผลไฟไหม้จากสารเคมีกับการปฐมพยาบาล และการดูแลที่ถูกต้อง

Image

แชร์


เมื่อผิวหนัง หรือเนื้อเยื่อสัมผัสกับสารเคมีที่มีพิษ หรือฤทธิ์รุนแรง เช่น กรด ด่าง เซลล์ และเนื้อเยื่อจะถูกทำลายอย่างรวดเร็ว และอาจเกิดแผลไหม้จากสารเคมี (Chemical Burns) โดยความรุนแรงของแผลจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิด และความเข้มข้นของสารเคมี ปริมาณและระยะเวลาที่สัมผัส จุด หรืออวัยวะที่สัมผัสกับสารเคมี การตระหนักถึงอันตรายจากสารเคมี รวมถึงการป้องกัน และการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

 

สารเคมีที่อาจทำให้เกิดแผลไหม้ (Chemical burns)

สารเคมีที่อาจทำให้เกิดแผลไหม้มีทั้งที่อยู่ไกลตัว และที่พบได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น การทำความเข้าใจ และระมัดระวังการใช้สารเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

  • กรด (Acids) เช่น กรดซัลฟูริกพบมากในแบตเตอรี่ และน้ำยาล้างห้องน้ำบางชนิด มีฤทธิ์กัดกร่อน และสามารถทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดแผลไหม้ได้หากสัมผัสโดยตรง
  • ด่าง (Alkalis) เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ ที่ใช้ในการผลิตกระดาษ เป็นส่วนประกอบของน้ำยาล้างท่อ สบู่ และผลิตภัณฑ์ขจัดคราบไขมัน สามารถทำลายเนื้อเยื่อชั้นลึก ทำให้เกิดแผลไหม้ หรือแผลพุพองได้เช่นเดียวกับกรด
  • ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน เช่น น้ำยาทำความสะอาดพื้นอาจมีแอมโมเนียเข้มข้น ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคือง และแผลไหม้ น้ำยาซักผ้าที่มีสารฟอกขาวชนิดคลอรีน เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรท์ สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองได้หากสัมผัสผิวหนังโดยตรง รวมถึงน้ำยาเช็ดกระจกที่อาจมีเมทานอล (Methanol) ที่ทำให้ผิวหนังอักเสบ และระคายเคืองได้
  • น้ำยาเคลือบเงาหรือสี (Polish or Paint) อาจมีตัวทำละลาย เช่น โทลูอีน ไซลีน อะซิโตน หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองได้หากสัมผัสเป็นเวลานาน
  • สารเคมีในเครื่องสำอาง เช่น พาราเฟนิลีนไดอะมีน (PPD) ในครีมย้อมผมอาจทำให้เกิดการระคายเคือง หรือแผลไหม้ได้ในกรณีที่แพ้สารนี้ หรือกรด AHA (Alpha Hydroxy Acid) ในผลิตภัณฑ์ขัดผิว หากมีความเข้มข้นสูง ใช้ในปริมาณมาก หรือใช้ขณะที่ผิวหนังมีการระคายเคืองมาก่อน อาจทำให้เกิดแผลได้

 

แนวทางปฐมพยาบาลเมื่อร่างกายสัมผัสสารเคมี

เมื่อร่างกายสัมผัสกับสารเคมี การปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการปฐมพยาบาลจะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดของสารเคมี และอวัยวะที่สัมผัส ดังนี้

  • ผิวหนังสัมผัสสารเคมี ให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาด โดยให้น้ำไหลผ่านอย่างน้อย 15-30 นาที เพื่อลดความเข้มข้นของสารเคมี และลดการระคายเคือง หากทำได้ให้ถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ปนเปื้อนออกทันที เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสารเคมี หากเกิดแผลไหม้ หรือพุพองห้ามเจาะหรือแกะผิวหนัง ให้ใช้ผ้าก๊อซสะอาดปิดไว้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ กรณีอาการรุนแรง เช่น ผิวหนังลอก หรือเจ็บปวดมากควรรีบไปพบแพทย์
  • สารเคมีเข้าตา หากใส่คอนแทคเลนส์ควรถอดออกก่อน แล้วล้างตาด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Sterile Normal Saline) หรือสารละลายล้างตา (Eye Irrigation Solution) เพื่อลดโอกาสการเกิดปฏิกิริยา ระหว่างสารเคมีและน้ำที่อาจไม่บริสุทธิ์ แต่หากไม่มีสามารถใช้น้ำเปล่าได้ โดยเปิดเปลือกตาขึ้น และกรอกตาไปมาเพื่อให้น้ำไหลผ่านดวงตาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 15 นาที ให้มุมหัวตาอยู่สูงกว่ามุมหางตาในขณะล้าง เพื่อป้องกันสารไหลไปยังตาข้างที่ไม่ได้รับสารปนเปื้อน ห้ามขยี้ตาเพราะอาจทำให้ดวงตาเสียหายรุนแรงขึ้น กรณีไม่สามารถพบแพทย์ได้ทันที สามารถใช้สารหล่อลื่นตา (Artificial Tears) ชนิดไม่มีสารกันเสีย เพื่อลดอาการระคายเคืองชั่วคราวได้ แต่ควรใช้หลังการล้างตาด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือแล้วเท่านั้น และควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • สารเคมีเข้าปาก หรือกลืน ให้รีบบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด แต่ห้ามทำให้อาเจียน เพราะการกระตุ้นอาเจียนอาจทำให้พื้นที่สัมผัสสารเคมีในกระเพาะอาหาร และลำคอมากขึ้น หากเป็นสารกัดกร่อน เช่น กรด หรือด่างแรง หรือสารกำจัดศัตรูพืช ควรไปโรงพยาบาลทันที พร้อมแจ้งชนิดของสารเคมีที่กลืนเข้าไปให้แพทย์ทราบ
  • สูดดมสารเคมี ควรรีบออกจากพื้นที่ที่มีแก๊สพิษ ไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ และระบายอากาศได้ดี ตรวจสอบการหายใจ และอาการ หากหัวใจหยุดเต้น ควรทำ CPR อย่างถูกวิธี และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยแจ้งชนิดของสารเคมีที่สูดดมเข้าไป เพื่อการรักษาที่เหมาะสม ห้ามทำให้อาเจียน หรือให้ดื่มน้ำ และนมโดยไม่ปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะในกรณีของสารกัดกร่อน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง
  • เสื้อผ้าเปื้อนสารเคมี ควรรีบถอดออก เพื่อป้องกันการซึมผ่านผิวหนัง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดการระคายเคือง ให้อาบน้ำ หรือล้างร่างกายบริเวณที่สัมผัสสารเคมีด้วยน้ำสะอาดโดยให้น้ำไหลผ่านนานๆ เพื่อให้สารเคมีเจือจาง และลดความเข้มข้น โดยไม่ต้องใช้สบู่ หรือสารเคมีใดๆ หากเสื้อผ้าเปื้อนสารเคมีรุนแรง ควรทิ้งด้วยการห่อให้มิดชิดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนซ้ำ และไม่ให้สารเคมีแพร่กระจายไปยังผู้อื่น กรณีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หรือปวดแสบปวดร้อนมาก หรือไม่แน่ใจว่าสารเคมีเป็นอันตรายมากน้อยเพียงใด ควรรีบพบแพทย์

 

การล้างผิวหนัง และร่างกายบริเวณที่สัมผัสสารเคมี

เพื่อลดอันตราย และผลกระทบเมื่อสัมผัสสารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรปฏิบัติ ดังนี้

  • ล้างด้วยน้ำสะอาด ควรล้างบริเวณที่สัมผัสสารเคมีด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากอย่างน้อย 15-30 นาที หากเป็นสารเคมีที่มีความเข้มข้นสูงควรล้างนานกว่านั้น เพื่อลดความเข้มข้นของสารเคมี และป้องกันการซึมผ่านผิวหนัง
  • ล้างด้วยน้ำสบู่ที่เป็นกลาง (pH-balanced soap) โดยเฉพาะในกรณีของสารเคมีประเภทไขมัน หรือน้ำมัน ควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน หรือครีม เพราะอาจทำให้สารเคมีบางชนิด ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายขึ้น
  • ห้ามใช้สารเคมีอื่นๆ เช่น น้ำส้มสายชู หรือน้ำมะนาวเพื่อล้างด่าง หรือห้ามใช้น้ำด่างเพื่อล้างกรด เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับสารที่สัมผัสทำให้สถานการณ์แย่ลงได้

 

แผลไหม้ หรือแผลจากสารเคมีแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์?

การไปพบแพทย์ทันทีจะช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งควรพิจารณา ดังนี้

  • เจ็บปวดมาก ผิวหนังลอก หรือมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังอย่างชัดเจน เช่น สีแดงเข้มหรือผิวหนังลอก
  • บาดแผลมีขนาดใหญ่ ลึกมาก
  • แผลเกิดขึ้นที่ใบหน้า มือ หรือเท้า มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลเป็น หรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายในอนาคต
  • ไม่แน่ใจเกี่ยวกับอาการ หรือความรุนแรงของบาดแผล เพราะมีความเสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บที่รุนแรง ติดเชื้อ และการบาดเจ็บต่อเนื่องในระยะยาว
  • มีอาการที่มีลักษณะของการติดเชื้อ เช่น มีหนอง มีกลิ่นเหม็น หรือมีไข้ ควรรีบพบแพทย์เพราะอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

 

สำหรับผู้ที่ต้องสัมผัสสารเคมีเป็นประจำ ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เช่น ถุงมือยาง แว่นตาป้องกันสารเคมี และเสื้อผ้ามิดชิด รวมถึงปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด หากเกิดอุบัติเหตุจากสารเคมี หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม ที่โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมให้คำปรึกษา และดูแลด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย คุณจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

นพ. กำธร วิจิตรกำธร
ศัลยแพทย์ ศูนย์ศัลยกรรม
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน

Loading...

แชร์


Loading...