การเสริมหน้าอกที่ได้ขนาดและรูปทรงที่เหมาะสมช่วยเพิ่มความมั่นใจและดึงดูดให้กับสรีระของผู้หญิงได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้เกิดจากการเลือกขนาดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในรายละเอียดของทางเลือกแต่ละแบบ ตั้งแต่รูปทรงซิลิโคน ผิวสัมผัส ไปจนถึงเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะกับสรีระของแต่ละคน
รูปทรงของซิลิโคน มีให้เลือก 3 แบบ
- ทรงกลม (Round Implant) เป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะให้เนินอกที่สวยงามและเติมเต็มส่วนบนของเต้านมได้ดี รองรับการเสริมในขนาดที่หลากหลาย เจลด้านในมีความเหลวกว่าทรงหยดน้ำ ทำให้ผ่าตัดได้ง่ายและคล่องตัวกว่า มีทั้งแบบผิวเรียบและผิวทราย
- ทรงหยดน้ำ (Teardrop) ออกแบบให้เลียนแบบรูปทรงของเต้านมตามธรรมชาติ กล่าวคือ ด้านบนจะราบเรียบในขณะที่ด้านล่างจะโค้งป่องออกมา เหมาะสำหรับผู้ที่มีรูปร่างผอมบางและต้องการหน้าอกที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่โดดเด่นจนเกินไป
- ทรงกึ่งหยดน้ำ (Ergonomix) รวมข้อดีของทั้งสองแบบไว้ในชิ้นเดียว ตัวซิลิโคนจะปรับรูปทรงตามสรีระและท่าทางของร่างกาย เมื่อนั่งหรือยืนจะดูเป็นทรงหยดน้ำ แต่เมื่อนอนจะเปลี่ยนเป็นทรงกลม เนื้อเจลมีความแน่นและเป็นเจลคืนตัว 100% ทำให้สัมผัสได้ใกล้เคียงกับเนื้อนมจริงมากที่สุด
ผิวสัมผัสของซิลิโคน มี 3 ประเภท
- ผิวเรียบ ผิวใส เรียบ นิ่ม มองเห็นเนื้อเจลด้านในได้ชัดเจน ใส่ง่ายและรองรับการเสริมขนาดใหญ่ได้ดี แต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดหรือนมแข็งสูงกว่าผิวประเภทอื่น
- ผิวทราย มีพื้นผิวขุ่นและสากเล็กน้อย ออกแบบมาเพื่อให้ยึดเกาะกับเนื้อเยื่อโดยรอบ ช่วยลดการเคลื่อนตำแหน่งของซิลิโคนหลังผ่าตัด และลดความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดได้ดีกว่าผิวเรียบ
- ผิวนาโน (หรือผิวกำมะหยี่) ผสมผสานข้อดีของผิวเรียบและผิวทรายเข้าด้วยกัน พื้นผิวสัมผัสเรียบลื่น ใส่ได้ง่าย แต่ยังคงคุณสมบัติในการลดการเกิดพังผืดได้เทียบเท่าผิวทราย ซิลิโคนชนิดนี้กลมกลืนกับทรงนมได้ดี ให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
ตำแหน่งการวางซิลิโคน เหมาะกับใคร?
- เสริมเหนือกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อและไขมันบริเวณเต้านมค่อนข้างมาก เนื่องจากซิลิโคนวางอยู่บนกล้ามเนื้อทั้งหมด จึงต้องอาศัยเนื้อหน้าอกที่มากพอในการยึดเกาะและป้องกันไม่ให้ถุงซิลิโคนสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง
- เสริมใต้กล้ามเนื้อ แนะนำสำหรับผู้ที่มีเนื้อนมหย่อนคล้อย เพราะช่วยให้หน้าอกได้รูปทรงมากขึ้น กระชับและดูเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งลดโอกาสเกิดพังผืด อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกหลังผ่าตัด ซิลิโคนอาจอยู่สูงกว่าปกติและขยับได้เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอก ซึ่งจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อร่างกายปรับตัว
- เสริมกึ่งใต้กล้ามเนื้อ เป็นเทคนิคที่นำข้อดีของทั้งสองแบบมารวมกัน โดยให้ครึ่งบนของซิลิโคนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ และครึ่งล่างอยู่กับเนื้อเต้านมตามธรรมชาติ ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติมากกว่า และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดได้อีกด้วย
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้เข้ารับการผ่าตัดควรเตรียมตัวดังนี้
- ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจตามเกณฑ์
- งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด
- หยุดยาบางชนิดที่อาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน วิตามินบางประเภท หรือสมุนไพร ตามคำแนะนำของแพทย์
- งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
ขั้นตอนการผ่าตัด
เริ่มต้นด้วยวิสัญญีแพทย์ให้ยาสลบ ก่อนที่ศัลยแพทย์จะเลาะช่องบริเวณหน้าอก วางซิลิโคนในตำแหน่งที่วางแผนไว้ และเย็บปิดแผลอย่างประณีต โดยทั้งกระบวนการใช้เวลาประมาณ 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
การฟื้นตัวและการดูแลหลังผ่าตัด
ช่วงพักฟื้น โดยทั่วไปใช้เวลา 1–2 วัน หลังจากนั้นแพทย์จะนัดติดตามผลใน 7 วันหลังผ่าตัด ผู้เข้ารับการผ่าตัดส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 3 วัน รอยแผลจะค่อย ๆ จางลงตามระยะเวลา ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
สิ่งที่ควรปฏิบัติ
- หลีกเลี่ยงการให้สิ่งใดมากระทบหน้าอก (ยกเว้นการใส่ยกทรง) ในระยะแรก
- งดยกของหนักเกิน 10 กิโลกรัม เป็นเวลา 3–4 สัปดาห์
- งดกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากอย่างน้อย 1 เดือน
- ใส่ซัปพอร์ตบราที่โรงพยาบาลแนะนำตลอด 1 เดือนแรกหลังผ่าตัด
มาตรฐานการผ่าตัดเสริมหน้าอก โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา
ทุกขั้นตอนดำเนินการภายใต้มาตรฐานระดับสากล โดยศัลยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับวุฒิบัตรศัลยกรรมตกแต่ง (Board of Plastic Surgery) และวิสัญญีแพทย์เฉพาะทางดูแลตลอดการผ่าตัด แผลผ่าตัดมีขนาดเพียง 3–4 เซนติเมตร และทุกเคสใช้เทคนิคส่องกล้องช่วยผ่าตัด เพื่อให้ซิลิโคนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืด ไม่มีเลือดออก และไม่ต้องใช้สายเดรน ผลลัพธ์จึงสวยงาม เป็นธรรมชาติ และฟื้นตัวได้รวดเร็ว
