ฝากไข่ (Egg Freezing) คืออะไร? รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
การฝากไข่ คือกระบวนการทางการแพทย์ที่นำไข่ของฝ่ายหญิงออกมาจากร่างกายในช่วงที่ไข่ยังมีคุณภาพดี แล้วนำไปแช่แข็งเก็บรักษาไว้ในไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิติดลบ 196 องศาเซลเซียส เพื่อชะลอการเสื่อมสภาพของไข่ตามอายุ และนำมาใช้ปฏิสนธิเมื่อพร้อมมีบุตรในอนาคต
หลักการสำคัญคือ คุณภาพและจำนวนไข่ของผู้หญิงจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังอายุ 35 ปีเป็นต้นไป การฝากไข่จึงเป็นการ “หยุดเวลา” ของไข่ไว้ ณ ช่วงอายุที่ไข่ยังมีคุณภาพดี เพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ที่สำเร็จมากขึ้นในวันที่พร้อมมีลูก แม้ว่าขณะนั้นอายุจริงของผู้หญิงจะมากขึ้นแล้วก็ตาม
ใครบ้างที่เหมาะกับการฝากไข่
การฝากไข่ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับกลุ่มคนหลากหลายสถานการณ์ ดังนี้
ด้านการวางแผนชีวิตและอาชีพ
- ผู้หญิงที่ยังไม่พร้อมมีบุตรในขณะนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านการงาน การเงิน หรือยังไม่พบคู่ครองที่เหมาะสม แต่ต้องการรักษาโอกาสมีบุตรในอนาคตไว้
- ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปที่ต้องการชะลอการมีบุตรออกไปอีกหลายปี เนื่องจากคุณภาพไข่จะเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังช่วงอายุนี้
ด้านการแพทย์
- ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาโรคที่ส่งผลกระทบต่อรังไข่หรือระบบเจริญพันธุ์ เช่น การทำเคมีบำบัด การฉายแสง หรือ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในรังไข่ (ช็อกโกแลตซีสต์ในรังไข่)
- ผู้หญิงที่มีภาวะทางพันธุกรรมหรือโรคที่ทำให้รังไข่เสื่อมเร็วกว่าปกติ เช่น ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (Premature Ovarian Insufficiency)
- ผู้หญิงที่ตรวจพบค่าฮอร์โมน AMH ต่ำ ซึ่งบ่งชี้ว่าปริมาณไข่สำรองในรังไข่เริ่มลดลง
ช่วงอายุที่เหมาะสมในการฝากไข่
ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการฝากไข่มากที่สุดคือ อายุของฝ่ายหญิงในวันที่เก็บไข่ ไม่ใช่อายุในวันที่นำไข่มาใช้
- อายุ 20-30 ปี: เป็นช่วงที่ไข่มีคุณภาพดีที่สุดและมีปริมาณไข่สำรองมาก เหมาะที่สุดสำหรับการฝากไข่ แต่ในทางปฏิบัติคนกลุ่มนี้มักยังไม่คิดถึงเรื่องนี้
- อายุ 30-35 ปี: ยังถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะสม คุณภาพไข่ยังดี และเป็นช่วงที่ผู้หญิงจำนวนมากเริ่มตัดสินใจฝากไข่จริงจัง
- อายุ 35-40 ปี: คุณภาพและปริมาณไข่เริ่มลดลงอย่างชัดเจน ยังสามารถฝากไข่ได้ แต่อาจต้องกระตุ้นไข่หลายรอบเพื่อให้ได้จำนวนไข่ที่เพียงพอ
- อายุมากกว่า 40 ปี: โอกาสได้ไข่ที่มีคุณภาพดีลดลงมาก ซึ่งอาจต้องกระตุ้นไข่หลายรอบเพื่อให้ได้จำนวนไข่ที่เพียงพอและแพทย์อาจแนะนำให้พิจารณาทางเลือกอื่นร่วมด้วย เช่น การใช้ไข่บริจาคกรณีไข่สำรองมีปริมาณน้อยมาก
โดยทั่วไปแพทย์แนะนำให้ฝากไข่ก่อนอายุ 35 ปี เพื่อให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพดีที่สุดเก็บไว้ใช้ในอนาคต
ขั้นตอนการฝากไข่แบบละเอียด
กระบวนการฝากไข่ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ต่อรอบ มีขั้นตอนหลักดังนี้
- ปรึกษาแพทย์และตรวจประเมินร่างกาย แพทย์จะซักประวัติสุขภาพ ประวัติประจำเดือน และตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ พร้อมเจาะเลือดตรวจค่าฮอร์โมน AMH (Anti-Müllerian Hormone) รวมถึง FSH, LH, Estradiol เพื่อประเมินปริมาณไข่สำรองที่เหลืออยู่ในรังไข่ และวางแผนปริมาณยากระตุ้นไข่ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- กระตุ้นรังไข่ (ใช้เวลาประมาณ 9-12 วัน) ฉีดยาฮอร์โมนทุกวันเริ่มตั้งแต่วันที่ 2-3 ของรอบประจำเดือน เพื่อกระตุ้นให้ฟองไข่หลายใบเจริญเติบโตพร้อมกันในรอบเดียว แทนที่จะมีไข่ตกเพียงใบเดียวตามธรรมชาติ ระหว่างนี้แพทย์จะนัดตรวจติดตามด้วยอัลตราซาวด์และตรวจเลือด 3 วันหลังเริ่มกระตุ้นด้วยยาฮอร์โมน เพื่อปรับขนาดยาตามการตอบสนองของร่างกาย
- ฉีดยากระตุ้นไข่สุก เมื่อฟองไข่เจริญเติบโตได้ขนาดที่เหมาะสมแล้ว แพทย์จะฉีดยากระตุ้นให้ไข่สุกเต็มที่ (trigger shot) และนัดเก็บไข่ภายใน 34-36 ชั่วโมงถัดมา
- เก็บไข่: แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านช่องคลอดภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์ เพื่อดูดเก็บไข่ออกจากรังไข่ ขั้นตอนนี้ทำภายใต้ยาระงับความรู้สึก ใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างทำหัตถการ
- คัดเลือกไข่ที่สมบูรณ์ นักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการจะตรวจคัดแยกไข่ที่โตเต็มที่และมีความสมบูรณ์ เนื่องจากมีเพียงไข่ที่อยู่ในระยะที่เหมาะสมเท่านั้นที่สามารถนำไปแช่แข็งได้
- แช่แข็งไข่ด้วยเทคนิค Vitrification ไข่ที่ผ่านการคัดเลือกจะถูกแช่แข็งอย่างรวดเร็วด้วยเทคนิค Vitrification ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วมากเพื่อป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งภายในเซลล์ไข่ที่อาจทำลายโครงสร้างเซลล์ เทคนิคนี้ช่วยรักษาคุณภาพของไข่ไว้ได้ดีกว่าวิธีแช่แข็งแบบช้าในอดีตอย่างมาก
- เก็บรักษาในถังไนโตรเจนเหลว ไข่ที่แช่แข็งแล้วจะถูกเก็บไว้ในถังไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ภายในห้องปฏิบัติการที่มีการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ สามารถเก็บรักษาคุณภาพไข่ไว้ได้นานหลายปีโดยไม่เสื่อมสภาพ
เก็บไข่แช่แข็งได้นานแค่ไหน ?
ไข่ที่ผ่านการแช่แข็งด้วยเทคนิค Vitrification และเก็บรักษาในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสามารถคงคุณภาพไว้ได้เป็นเวลานาน โดยทั่วไปสามารถเก็บไว้ได้ 5-10 ปี หรือนานกว่านั้นโดยไม่กระทบต่อคุณภาพของไข่อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ระยะเวลาการเก็บรักษาจริงอาจขึ้นอยู่กับนโยบายและข้อกำหนดทางกฎหมายของแต่ละสถานพยาบาล และประเทศด้วย
ฝากไข่เจ็บหรือไม่ ?
กระบวนการฝากไข่โดยรวมไม่เจ็บมากนัก ขั้นตอนการฉีดยากระตุ้นไข่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ส่วนขั้นตอนการเก็บไข่จะทำภายใต้ยาระงับความรู้สึก จึงไม่รู้สึกเจ็บระหว่างทำหัตถการ หลังเก็บไข่อาจมีอาการปวดหน่วงท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน หรือรู้สึกท้องอืดเล็กน้อยจากการที่รังไข่มีขนาดโตขึ้นชั่วคราว ซึ่งอาการเหล่านี้มักดีขึ้นภายใน 5-7 วันหลังการเก็บไข่กรณีที่มีปริมาณไข่เยอะ
เมื่อนำไข่มาใช้ในอนาคต ต้องทำอย่างไร ?
เมื่อพร้อมจะใช้ไข่ที่แช่แข็งไว้ ไข่จะถูกนำมาละลาย (Thawing) ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการปฏิสนธิด้วยเทคนิค ICSI คือการคัดอสุจิที่แข็งแรงที่สุดมาฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง เนื่องจากไข่ที่ผ่านการแช่แข็งมาแล้วมักมีเปลือกไข่ที่แข็งกว่าไข่สด การใช้วิธี ICSI จึงช่วยเพิ่มโอกาสปฏิสนธิให้สำเร็จได้มากกว่าวิธี IVF แบบดั้งเดิม จากนั้นตัวอ่อนที่ได้จะถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไป
ข้อดีของการฝากไข่
- รักษาโอกาสมีบุตรไว้ในช่วงที่ไข่ยังมีคุณภาพดี ช่วยลดผลกระทบจากอายุที่เพิ่มขึ้นต่อคุณภาพไข่ในอนาคต
- เพิ่มความยืดหยุ่นในการวางแผนชีวิต ผู้หญิงสามารถมุ่งเน้นด้านการงาน การเงิน หรือรอคู่ครองที่เหมาะสมได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องนาฬิกาชีวภาพมากเกินไป
- เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคร้ายแรง ที่ต้องเข้ารับการรักษาซึ่งอาจกระทบต่อรังไข่ เช่น เคมีบำบัดหรือการฉายแสง
- เก็บรักษาได้นานหลายปี โดยไม่กระทบต่อคุณภาพของไข่อย่างมีนัยสำคัญหากเก็บในสภาวะที่เหมาะสม
- ลดความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรมในอนาคต หากนำไข่มาใช้ร่วมกับการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก
ข้อควรพิจารณาและความเสี่ยง
- การฝากไข่ไม่ได้เป็นการ “การันตี” ว่าจะตั้งครรภ์สำเร็จในอนาคต ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับจำนวนและคุณภาพไข่ที่เก็บได้ รวมถึงปัจจัยด้านสุขภาพอื่น ๆ ในขณะที่นำไข่มาใช้
- มีความเสี่ยงต่อภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (Ovarian Hyperstimulation Syndrome หรือ OHSS) จากการฉีดยากระตุ้นไข่ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยแต่ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์
- ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และอาจต้องทำมากกว่า 1 รอบเพื่อให้ได้จำนวนไข่ที่เพียงพอ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อายุมากขึ้นหรือมีปริมาณไข่สำรองน้อย
- มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาไข่แช่แข็งต่อปีเพิ่มเติม ซึ่งควรสอบถามรายละเอียดจากสถานพยาบาลให้ชัดเจน
ค่าใช้จ่ายในการฝากไข่
ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการฝากไข่อยู่ที่ประมาณ 150,000-250,000 บาทต่อรอบ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้
- ค่าตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์เบื้องต้น รวมถึงค่าตรวจฮอร์โมน AMH, FSH, LH, Estradiol
- ค่ายากระตุ้นไข่ ซึ่งปริมาณและชนิดของยาแตกต่างกันไปตามการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน ผู้ที่มีปริมาณไข่สำรองน้อยอาจต้องใช้ยาในขนาดที่สูงขึ้น
- ค่าหัตถการเก็บไข่และค่าห้องปฏิบัติการ
- ค่าแช่แข็งและค่าเก็บรักษาไข่ต่อปี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่อเนื่องตามจำนวนปีที่เก็บไข่ไว้
หากต้องทำมากกว่า 1 รอบเพื่อให้ได้จำนวนไข่ที่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายรวมก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินแผนการรักษาและค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนก่อนเริ่มกระบวนการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝากไข่
Q: ฝากไข่คืออะไรโดยสรุป?
A: คือการเก็บไข่ออกจากร่างกายในช่วงที่ยังมีคุณภาพดี แล้วนำไปแช่แข็งเก็บรักษาไว้ด้วยเทคนิค Vitrification เพื่อนำมาใช้ปฏิสนธิในอนาคต
Q: ควรฝากไข่ตอนอายุเท่าไรดีที่สุด?
A: แพทย์แนะนำให้ฝากไข่ก่อนอายุ 35 ปี เพราะเป็นช่วงที่ไข่ยังมีคุณภาพดีและปริมาณไข่สำรองยังมาก แต่สามารถฝากไข่ได้จนถึงช่วงอายุ 40 ปีต้น ๆ เพียงแต่อัตราความสำเร็จอาจลดลง
Q: ฝากไข่ใช้เวลานานแค่ไหน?
A: กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ต่อรอบ นับตั้งแต่ตรวจร่างกาย กระตุ้นไข่ จนถึงเก็บไข่และแช่แข็ง
Q: ฝากไข่เจ็บไหม?
A: โดยรวมไม่เจ็บมาก ขั้นตอนเก็บไข่ทำภายใต้ยาระงับความรู้สึก อาจมีอาการปวดหน่วงเล็กน้อยหลังเก็บไข่ซึ่งมักหายภายใน 1-2 วัน
Q: ไข่ที่แช่แข็งเก็บได้นานแค่ไหน?
A: สามารถเก็บรักษาคุณภาพไว้ได้นาน 5-10 ปีหรือมากกว่านั้น หากเก็บในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานและควบคุมอุณหภูมิอย่างเหมาะสม
Q: ฝากไข่ราคาเท่าไร?
A: ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150,000-250,000 บาทต่อรอบ ไม่รวมค่าเก็บรักษาไข่ต่อปี ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลและปริมาณยาที่ใช้
Q: ฝากไข่แล้วการันตีว่าจะมีลูกได้แน่นอนหรือไม่?
A: ไม่การันตี การฝากไข่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ไข่ในช่วงอายุที่มากขึ้น แต่ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คุณภาพไข่ที่เก็บได้ และสุขภาพโดยรวมในขณะที่นำไข่มาใช้
Q: นำไข่แช่แข็งมาใช้ต้องทำอย่างไร?
A: ไข่จะถูกนำมาละลายและปฏิสนธิด้วยเทคนิค ICSI คือฉีดอสุจิเข้าไข่โดยตรง เนื่องจากไข่แช่แข็งมักมีเปลือกแข็งกว่าไข่สด จากนั้นเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการก่อนย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก
Q: ผู้ป่วยมะเร็งควรฝากไข่ก่อนรักษาหรือไม่?
A: ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ร่วมกับแพทย์ผู้ดูแลโรคหลักโดยเร็วที่สุด เนื่องจากการเคมีบำบัดหรือการฉายแสงอาจส่งผลกระทบต่อรังไข่ การฝากไข่ก่อนเริ่มการรักษาจึงเป็นทางเลือกสำคัญในการรักษาโอกาสมีบุตรในอนาคต
ทำไมต้องเลือกศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก พญาไทศรีราชา?
เพราะเราคือผู้นำที่ได้รับการยอมรับ
- ประสบการณ์มากกว่า 21 ปี ทีมผู้ชำนาญการที่ผ่านการอบรมและมีประสบการณ์สูง
- มาตรฐาน AACI แห่งที่ 2 ในเอเชีย แห่งแรกในภาคตะวันออกของไทย
- ห้องเลี้ยงตัวอ่อนที่ทันสมัย Clean Room พร้อมระบบควบคุมสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบ
เพราะเรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด
- Time Lapse Technology ติดตามตัวอ่อนแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง
- IMSI คัดเลือกอสุจิด้วยกล้องกำลังขยายสูงพิเศษ
- IVF Witness ระบบยืนยันตัวตนป้องกันการสลับหรือผิดพลาด
- NGS ตรวจคัดกรองพันธุกรรมอย่างครบถ้วน
เพราะเราดูแลคุณอย่างใส่ใจ
- Nurse Family ตลอด 24 ชั่วโมง ปรึกษาได้ทุกเมื่อ ไม่มีวันหยุด
- ติดตามดูแลต่อเนื่อง จนถึงครรภ์ 3 เดือน
- บริการครบวงจร ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยจนถึงการรักษาและดูแลหลังการรักษา
เพราะเราเข้าใจว่า…
ทุกครอบครัวมีเรื่องราวที่แตกต่าง ทุกการเดินทางมีอุปสรรคที่ไม่เหมือนกัน แต่ทุกความฝันล้วนมีค่า และสมควรได้รับโอกาสที่ดีที่สุด
เริ่มต้นเส้นทางสู่ครอบครัวที่สมบูรณ์
หากคุณกำลังเผชิญกับความท้าทายในการมีบุตร หากคุณกำลังมองหาความหวังและโอกาสใหม่ หากคุณต้องการความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา
พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางสู่ความสุขของคุณ เรามุ่งมั่นเพื่ออนาคตที่สมบูรณ์ของครอบครัวคุณ
ร้อยรักความสุข: ความสำเร็จของเรา คือครอบครัวสมบูรณ์ของคุณ
