เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ช่วงอายุประมาณ 11-12 ปี เด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรวดเร็ว จนพ่อแม่ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดูตามแทบไม่ทัน บ่อยครั้งที่พ่อแม่รู้สึกว่า เมื่อลูกเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น…ลูกก็ยิ่งเหินห่าง ไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยกัน ยิ่งพ่อแม่พยายามเข้าหา ลูกก็ยิ่งแสดงพฤติกรรมเหมือนไม่อยากคุยด้วย ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? นี่คือเหตุผลที่พ่อแม่ควรรู้!
6 เหตุผลที่วัยรุ่นไม่ต้องการปรึกษาพ่อแม่
- เด็กมั่นใจว่าแก้ปัญหาเองได้ เด็กหลายคนมีศักยภาพเพียงพอที่จะคิดแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เพราะเด็กมีความมั่นใจ ในการคิด ตัดสินใจ มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองมากพอ เด็กมีความกล้าลองผิดลองถูก เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตนเองได้ มีความเชื่อมั่นในครอบครัวว่าพ่อแม่ไว้ใจตนเอง
- เด็กไม่อยากถูกพ่อแม่บ่น หลายครั้งที่วัยรุ่นไม่อยากปรึกษาพ่อแม่ เพราะคิดตามประสบการณ์ในวัยเด็กว่า เวลามีปัญหาอะไร พ่อแม่ก็มักจะตำหนิ ไม่เชื่อใจ ไม่ไว้ใจตนเอง มีประสบการณ์ที่ไม่ดี ถูกตำหนิรุนแรง พ่อแม่เข้ามายุ่งมากจนเกินพอดี หรือบางครั้งก็ตัดสินใจแทนเด็ก…ทำให้เด็กไม่อยากเจอสิ่งเหล่านี้
- เด็กคิดว่าพ่อแม่มีความไม่พร้อมอ่อนแอเกินไปที่จะช่วย ที่พบบ่อยคือ เด็กมองว่าพ่อแม่อ่อนไหว กลัวพ่อแม่เสียใจ ไม่อยากเห็นพ่อแม่เครียด เด็กจะคิดว่าการคุยการปรึกษาเป็นการเพิ่มความเครียดให้พ่อแม่ อีกรูปแบบหนึ่งก็คือ มองว่าพ่อแม่มีศักยภาพน้อยเกินไป ทั้งด้านความรู้และการใช้ชีวิต หรือคิดว่าพ่อแม่ไม่มีทางเข้าใจตนเองเพราะพ่อแม่ไม่เจอแบบที่ตนเจอ มองว่าพ่อแม่ประสบการณ์น้อยกว่า
- เด็กกลัวความผิด สาเหตุนี้มักมาจากปัญหาที่เด็กเจอ เป็นปัญหาที่ใหญ่มากเกินกว่าจะแก้ด้วยตนเอง เช่น ปัญหาการตั้งครรภ์ การถูกข่มขู่สั่งห้ามไม่ให้เล่าถ้าเล่าแล้วจะเกิดความเดือดร้อนมากมายตามมา หรือ แม้แต่การทำร้ายตนเอง การทำร้ายผู้อื่น หรือ การทำผิดกฎหมาย
- เด็กมีข้อจำกัดในการบอกเล่าปัญหาที่เจอ ในกรณีนี้เด็กจะไม่ค่อยเล่า ไม่ค่อยปรึกษา เนื่องมาจาก ข้อจำกัดของเด็กเอง ที่ไม่สามารถเล่าหรือสื่อสารเรื่องที่ประสบพบเจอมาได้ เด็กจะมีลักษณะพูดน้อย พูดไม่เก่งมาตั้งแต่เด็ก มีปัญหาในพัฒนาการด้านภาษา มีทักษะทางสังคมต่ำกว่าวัย ทำให้เด็กไม่ค่อยเล่า ไม่ค่อยปรึกษาอะไร
- เด็กรู้สึกไม่สนิทกับพ่อแม่ พบได้มากขึ้นเนื่องจาก ในยุคสมัยนี้พ่อแม่ต้องออกไปทำงาน ทำให้เด็กหลายคนเติบโตมากับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ อาจจะเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติ พี่เลี้ยง ขาดความรู้สึกสนิทสนม ไม่คุ้นเคย เคอะเขินที่จะเล่าหรือปรึกษา
พ่อแม่ควรปรับตัวอย่างไร ให้ลูกอยากพูดคุยและเปิดใจมากขึ้น
- ควรหาเวลาใกล้ชิด ทำกิจกรรมร่วมกันให้มากขึ้นก่อน เพื่อสร้างความคุ้นเคย เหมือนเรียนรู้จักกันใหม่
- ควรลดการตำหนิ ลดการ ดูถูกความคิดของเด็ก อนุญาตให้แสดงความคิดเห็น รับฟังปัญหาของลูกให้มากขึ้น ลดบทบาทจากการเป็นผู้นำสายเผด็จการของบ้าน มาเป็นเพื่อนร่วมคิดให้มากขึ้น
- ชื่นชม แสดงออกให้ลูกเห็น ว่าพ่อแม่ภูมิใจ เวลาที่ลูกแก้ปัญหาได้ดี
- พ่อแม่ที่ขาดความมั่นใจในตนเอง มองว่าตนเองไม่เก่ง ไม่รู้ ไม่ดีพอ ควรฝึกชื่นชมตนเองให้ลูกฟังบ้าง ว่าคุณภูมิใจกับอะไรบ้าง เช่น ชื่นชมความอดทนของตนเองให้ลูกฟัง ชื่นชมความเสียสละ ความรับผิดชอบ ที่ลูกอาจจะไม่เคยรับรู้ว่าพ่อแม่ของเขามี เพื่อให้เขาภาคภูมิใจในพ่อแม่ของเขาเองได้
- เมื่อเจอปัญหาที่หนัก พ่อแม่ควรตั้งสติ ไม่ตีโพยตีพาย แสดงความตกใจจนเกินไป เพราะในช่วงเวลาเช่นนี้ เด็กจะต้องการความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย พ่อแม่ควรเป็นที่พึ่งของลูกได้ ไม่ทำให้ลูกรู้สึกถูกทิ้งขว้าง ทำให้ลูกรู้ว่าเรา สามารถที่จะช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไปด้วยกันได้
- ในเด็กที่สงสัยว่ามีปัญหาด้านพัฒนาการและการสื่อสาร พ่อแม่ควรพาเด็กมาพบแพทย์ตั้งแต่เด็ก เพื่อจะได้ ปรับความเข้าใจ ให้เข้ากับเด็ก และ ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม ต่อไป
- พ่อแม่ควรฝึกเริ่มต้นการสนทนา ให้หลากหลายขึ้น สนใจ ชวนคุย แสดงความเป็นห่วงจิตใจของลูกให้มากขึ้น เช่น วันนี้ยิ้มเชียวนะ หรือ วันนี้ดูเหนื่อยๆ ลูกมีอะไรหรือเปล่า บอกลูกว่าคุณชอบแค่ไหนที่ได้ฟังเรื่องราวของเขา เช่น สนุกดีนะเวลาฟังลูกเล่า
ถ้าได้คุณพ่อคุณแม่ได้ลองพยายามทำตามคำแนะนำดังกล่าวแล้ว แต่ยังพบว่ามีปัญหาในการพูดคุยกับลูกวัยรุ่นอยู่ การได้พาเด็กมาพบจิตแพทย์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะคลี่คลายปัญหาไปได้ เพื่อสำรวจตัวเราเอง สำรวจตัวเด็ก เพื่อให้เข้าใจกันและกัน และหาทางแก้ที่เหมาะสมต่อไป
พญ. สุนิดา โสภณนรินทร์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น
ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 โทร 02 617-2444 ต่อ 3219-3220
