ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ทำไงดีนะ! เมื่อลูกรักต้องเข้ารับการผ่าตัด


ทำไงดีนะ! เมื่อลูกรักต้องเข้ารับการผ่าตัด


แม้ว่าการผ่าตัดจะเป็นทางเลือกหนึ่งในหลายวิธีของการรักษา ที่สามารถเห็นผลได้เร็ว ทันท่วงทีต่อภาวะความเจ็บป่วย แต่ก็คงน่ากังวลใจไม่น้อย หากวันหนึ่งคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าลูกน้อยสุดที่รักต้องเข้ารับการผ่าตัด แล้วคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกน้อยอย่างไรทั้งก่อนและหลังผ่าตัดเพื่อให้ลูกรักฟื้นตัวได้ดี วันนี้คุณหมอมีคำตอบ

ยิ่งเตรียมตัวดี ยิ่งลดความเสี่ยง

การผ่าตัดก็คือการทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายเปลี่ยนโครงสร้างไปในทางที่ต้องการ โดยทั่วไปการผ่าตัดสามารถทำได้ทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ทารกแรกเกิด เด็ก ผู้ใหญ่ จนถึงผู้สูงอายุ โดยแต่ละวัยก็จะมีเทคนิคการผ่าตัดและการดมยาสลบที่แตกต่างกันออกไป หากไม่ใช่การผ่าตัดฉุกเฉิน ควรผ่าตัดเมื่อร่างกายแข็งแรงที่สุด เพราะถ้าไม่สบาย เช่น เป็นหวัด ไอ ไข้หรือน้ำมูก อาจมีความเสี่ยงและมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ และก็มีหลายปัจจัยที่สามารถขัดขวางการสมานตัวของแผลไม่ให้เป็นไปในระยะเวลาที่ควรจะเป็น ดังนั้นผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์และสอบถามให้ละเอียดถึงวิธีปฏิบัติตัวก่อนและหลังการผ่าตัดครับ

ความเสี่ยงในการผ่าตัดที่ควรรู้ และคำแนะนำในการดูแลลูกน้อยหลังผ่าตัด

  1. แผลติดเชื้อ (wound infection)
  2. แม้ว่าจะดูแลแผลผ่าตัดอย่างดีก็มีโอกาสติดเชื้อได้ 1-3% สำหรับบาดแผลสะอาด เช่น แผลผ่าตัดไส้เลื่อน และ 20-25% สำหรับบาดแผลสกปรก เช่นแผลผ่าตัดไส้ติ่ง ยิ่งหากดูแลแผลไม่ถูกวิธีก็ยิ่งมีโอกาสติดเชื้อสูงเกือบ 100% เลยทีเดียว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรอาบน้ำทำความสะอาดบริเวณที่จะผ่าตัดให้ลูกก่อนมา รพ. โดยทั่วไปหากเป็นการผ่าตัดที่มีโอกาสสัมผัสเยื่อบุร่างกาย แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อร่วมด้วย แต่หากหลังผ่าตัดบริเวณแผลมีอาการปวด บวมแดง หรือเจ็บมากขึ้น ให้รีบมาโรงพยาบาลเพื่อให้คุณหมอตรวจสอบแผลโดยไม่ต้องรอให้ถึงเวลานัดครับ

  3. ตัวเขียวจากหลอดลมตีบ (bronchospasm)
  4. ภาวะหลอดลมตีบจากการดมยาสลบเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่ไม่สามารถป้องกันได้ แม้ในเด็กที่มีร่างกายแข็งแรงก็มีโอกาสเกิดได้ 3-5% แต่ถ้าไอมีเสลด,มีน้ำมูกมาก หรือมีไข้ ก็จะยิ่งมีโอกาสที่หลอดลมตีบมากขึ้น โดยพบได้ถึง 15-28% ซึ่งเป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตรายต้องได้รับการรักษาและให้ยาอย่างทันท่วงทีโดยทีมวิสัญญีแพทย์ หากหลอดลมตีบรุนแรงแนะนำให้นอนสังเกตอาการในห้องไอซียู ดังนั้นถ้าลูกไอมีเสลด,มีน้ำมูกมาก หรือมีไข้ คุณหมอแนะนำให้เลื่อนผ่าตัดไปก่อนจนกว่าน้องจะหายดีครับ

  5. ข้อควรรู้หลังผ่าตัดไส้เลื่อน (Hernia in child)
  6. หลังการผ่าตัดบริเวณขาหนีบ เช่น การผ่าตัดไส้เลื่อน,ถุงน้ำอัณฑะ หรืออัณฑะไม่ลงถุง (Hernia, Hydrocele, Undescended testis) บริเวณถุงอัณฑะมักบวมน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ใน 3 วันแรกหลังการผ่าตัด แต่จะยุบลงไปเองภายใน 2 สัปดาห์ หรือไม่เกิน 2 เดือน โดยระหว่างพักฟื้นห้ามเบ่งหรือกลั้นปัสสาวะโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลปริ บวม และมีเลือดออกได้ รวมทั้งควรงดกิจกรรมที่มีการกระแทกท้องหรือเคลื่อนไหวบิดตัว เช่น ปั่นจักรยาน เตะบอล เล่นบาส ว่ายน้ำ อย่างน้อย 1 เดือนหลังการผ่าตัด หากแผลแยกหรือไหมหลุดไม่ต้องตกใจ ให้ไปโรงพยาบาลเพื่อทำแผล

  7. ข้อควรรู้หลังผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้น (Tongue-tie revision)
  8. ในวันแรกหลังการผ่าตัดอาจมีเลือดออกได้หากลิ่มเลือดหลุดออกเร็วเกินไป ให้คุณพ่อคุณแม่เอามุมผ้าอ้อมพับหนาๆชุบน้ำดื่มให้ทารกดูดและเอานิ้วชี้กดเหนือลิ้น 10 นาที เลือดก็จะหยุด วันที่สองจะเริ่มมีสะเก็ดสีขาวเหลืองไปอุดบริเวณแผล ซึ่งจะคงอยู่แบบนี้ไปประมาณ 7-14 วัน ให้ปล่อยทิ้งไว้อย่าพยายามไปแกะออก ให้บ้วนปากด้วยน้ำดื่มวันละ 10 รอบ โดยในเด็กเล็กให้ฝึกออกกำลังลิ้น (tongue excercise) ตามคำแนะนำของแพทย์ และในเด็กโตใช้ลิ้นแตะริมฝีปากบน เลียไอติม น้ำหวาน และหัดออกเสียงคำควบกล้ำและ ร เรือ เช่น เรารักโรงเรียน เรารักแม่ บ่อยๆ

  9. ข้อควรรู้หลังผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ (Open and Laparoscopic Appendectomy)
  10. ให้พยายามหายใจลึกๆ เพื่อลดภาวะปอดแฟบ (atelectasis) ซึ่งมักเกิดในวันแรกๆหลังผ่าตัด และภายใน 7 วันแรกหลังการผ่าตัด ควรพยายามลุกเดินบ่อยๆ เพื่อลดภาวะลำไส้ทำงานช้า (postoperative ileus) และพังผืดรัดลำไส้ (adhesion) ซึ่งจะทำให้อาเจียนและปวดแน่นท้องได้ โดยทั่วไปภาวะลำไส้ทำงานช้าและพังผืดรัดลำไส้มี 2 ประเภท คือ แบบไม่ต้องผ่าตัด (พบได้ 10-15%) และแบบที่ต้องผ่าตัด (พบได้ 1%) พังผืดจะพบได้มากในกรณีที่ไส้ติ่งเน่าหรือแตก เพราะมีการอักเสบภายในช่องท้องมาก ลำไส้จึงเริ่มทำงานช้ากว่าปกติ เพื่อป้องกันภาวะนี้ ผู้ป่วยจึงควรพยายามลุกนั่งและเดินให้ได้มากที่สุด โดยเด็กจะสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ลำไส้ทำงานเร็ว และลดโอกาสเกิดหนองกักขังภายในช่องท้องได้มากกว่าผู้ใหญ่ หากไส้ติ่งเน่าหรือแตก (complicated appendicitis) จะพบการติดเชื้อได้มากถึง 50% ดังนั้นการรักษาไส้ติ่งแตก จึงนิยมใช้เทคนิคชะลอการเย็บแผล โดยจะทำการฉีดยาชาเพื่อเย็บแผลหลังผ่าตัด 5-7 วัน (delay primary suture) แต่ในปัจจุบันมีเทคนิคการเย็บแผลแบบห่าง (semidelay primary suture) ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถลดการเกิดภาวะแผลติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ไม่ต้องนำเด็กมาเย็บแผลอีกครั้ง หรืออาจใช้ธาตุเงิน หรือ ไอโอดีน ประคบแผลเพื่อลดการติดเชื้อได้อีกช่องทางหนึ่ง 

หากคุณพ่อคุณแม่มีข้อสงสัย สามารถปรึกษาคุณหมอศัลยกรรมเด็กได้ที่ศูนย์ศัลยกรรม เบอร์ 02-467-1111 ต่อ 3100 ทุกวัน เวลา 9:00-12:00 น. ครับ 



นพ.วสันต์ นันทสันติ
ศัลยแพทย์เฉพาะทางเด็กและทารก
ประจำศูนย์ศัลยกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง
โรงพยาบาลพญาไท 3
นัดหมายแพทย์

Rate this article : ทำไงดีนะ! เมื่อลูกรักต้องเข้ารับการผ่าตัด

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง