ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์


วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์


ตัวเลขจากองค์การอนามัยโลกบอกไว้ว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่จากทั่วโลกปีละ 250,000 – 500,000 คน ในขณะที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ปีละประมาณ 50,000 คน โดยในปีที่มีการระบาดมากจะพบได้สูงถึง 70,000 คน


เป็นที่ทราบกันดีกว่า ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะมีอาการต่างๆ ที่รุนแรงกว่าไข้หวัดปกติ จึงมีความเสี่ยงที่อาการของโรคประจำตัวจะกำเริบและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ซึ่งรวมถึงภาวะปอดบวม หลอดลมอักเสบ หรือมีผลกระทบรุนแรงต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด และระบบประสาทจนถึงขั้นเสียชีวิตได้


โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) ซึ่งมีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ A, B และ C สายพันธุ์ A และ B เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน โดยอาการติดเชื้อมักเริ่มขึ้นในเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน (จมูกและคอ) และอาจแพร่กระจายไปยังปอดและหลอดลมได้


ในอดีตการระบาดของไข้หวัดใหญ่ มักเกิดจากไวรัสสายพันธุ์ A ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ A/H1N1 และ A/H3N2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลัก แต่หลายปีที่ผ่านมาพบการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ B เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยก็พบการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ B สูงขึ้นถึง 13-55 % เช่นกัน


นอกจากนี้ความรุนแรงของไวรัสสายพันธุ์ B ทั้ง 2 ตระกูลที่พบการระบาดร่วมกันได้แก่ Victoria และ Yamagata ยังส่งผลกระทบถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือเสียชีวิตได้พอๆ กับสายพันธุ์ A อีกด้วย


การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งที่ผ่านมาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์สามารถครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A/H1N1 และ A/H3N2 และป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ B ได้ 1 ตระกูล แต่ปัจจุบันมีการเพิ่มไวรัสสายพันธุ์ B อีก 1 ตระกูลเข้าไปในวัคซีน จึงทำให้การป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีประสิทธิภาพครอบคลุมมากยิ่งขึ้น


วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์

นับตั้งแต่มีการแยกเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1993 ก็มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งล่าสุดในปี ค.ศ. 2012 องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้แนะนำให้เพิ่มไวรัสสายพันธุ์ B เข้าในวัคซีนอีกหนึ่งสายพันธุ์ เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือ Quadrivalent Influenza Vaccine ซึ่งครอบคลุมไวรัส 4 สายพันธุ์ดังต่อไปนี้


  1. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1
  2. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/ H3N2
  3. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ตระกูล Victoria
  4. ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ตระกูล Yamagata

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ

จากการศึกษาถึงประโยชน์จากการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent Influenza vaccine) ในประเทศต่างๆ พบว่า


ในประเทศอังกฤษ การใช้วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะสายพันธุ์ B เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 18%


ในประเทศอเมริกา หากมีการใช้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ทดแทนวัคซีนชนิด 3 สายพันธุ์ จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น 1.3 ล้านราย/ต่อปี ลดการเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น 12,472 ราย/ต่อปี และลดการเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น 663 ราย/ต่อปี


และหากมีการใช้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ในโปรแกรมสาธารณสุขพื้นฐานของประเทศในช่วง 20 ปีข้างหน้า พบว่ามีความคุ้มค่า เพราะจะสามารถช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้นถึง 13.3 ล้านราย ลดการเข้ารพ.ด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น 113,000 ราย และลดการเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น 13,200 ราย ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น 31,000 ล้านดอลลาร์ ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น 600 ล้านดอลลาร์


ทำไมต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี ?

สำหรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดก่อนฤดูที่มีการระบาด (ฤดูฝน และฤดูหนาว) และฉีดอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่จะลดต่ำลงได้ในระยะเวลาไม่นาน การฉีดวัคซีนทุกปีจึงเป็นการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูง ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง


วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์แนะนำให้ฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือน จนถึงวัยผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรก็สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้เช่นกัน


กลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ และควรได้รับการป้องกันด้วยวัคซีน


  • เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี
  • ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์ และผู้หญิงที่อยู่ในระยะ 2 สัปดาห์หลังคลอด
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง เช่น เป็นโรคเบาหวาน หัวใจ ปอด หรือมีความผิดปกติของตับและไต

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์มีประโยชน์อย่างไร?

นอกเหนือจากการปกป้องร่างกายจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้ง 4 สายพันธุ์แล้ว การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกดังต่อไปนี้


  • สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด B ครอบคลุมสายพันธุ์มากขึ้นกว่าเดิม
  • ลดอัตราการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่
  • ลดปัญหาจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้ป่วยเรื้อรัง
  • ลดการใช้ยาปฏิชีวนะจากภาวะแทรกซ้อนในการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา
  • ลดการขาดงานหรือขาดเรียน
  • ลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์อายุรกรรม รพ.พญาไท 1 อาคาร 1 ชั้น 1
โทร. 02-201-4600 ต่อ 2166-2167


Rate this article : วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง