COVID-19 สายพันธุ์อังกฤษ VS COVID-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม

Image

แชร์


การระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่ระบาดในประเทศอังกฤษ คือ COVID-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรม ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างบางส่วนจากสายพันธุ์ดั้งเดิมนั่นเอง

ความแตกต่างระหว่าง COVID-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม VS COVID-19 สายพันธุ์อังกฤษ

อาการที่ไม่มีความแตกต่างกัน ได้แก่

  • ไข้
  • น้ำมูก
  • ไม่ได้กลิ่น
  • เจ็บคอ
  • ไอ
  • ตาแดง
  • เสมหะ
  • ถ่ายเหลว
  • สำหรับบางกลุ่มคนมีผื่นขึ้น

อย่างไรก็ตาม COVID-19 สายพันธุ์อังกฤษนั้นแพร่ระบาดได้เร็วกว่า COVID-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมถึง 1.7 เท่า ดังนั้น การที่มีคนกล่าวว่า “อาการน้อย แต่มีปริมาณมาก” คือการที่อาการแสดงของ COVID-19 สายพันธุ์อังกฤษมีอาการน้อย แต่สามารถแพร่เชื้อได้เร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมนั่นเอง

 

สำหรับผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมสามารถติดเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์อังกฤษซ้ำได้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ลดลง ซึ่งเปรียบเสมือนกับไข้หวัดใหญ่ที่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ในแต่ละปี เป็นต้น

 

กรณีบุคคลที่มาตรวจเชื้อ COVID-19 ไม่พบเชื้อก่อนหน้านี้ แล้วมาตรวจซ้ำกลับพบเชื้อ เนื่องจากระยะเวลาการฟักตัวของเชื้อ COVID-19 มีระยะเวลาประมาณ 2-7 วัน ดังนั้นหลังจากได้รับเชื้อจะเริ่มมีอาการแสดงใน 2-7 วัน กรณีบุคคลที่ยังไม่มีอาการแสดง อาจทำให้ตรวจไม่พบเชื้อในช่วงแรก

วิธีการรักษา COVID-19 สายพันธุ์อังกฤษ

วิธีการรักษาจะไม่มีความแตกต่างออกไปจากสายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งจะแบ่งการรักษาผู้ป่วยตามระดับความรุนแรงของโรค

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อย ไม่รุ่นแรง ซึ่งพบมากกว่า 80% จะรักษาตามอาการที่มี เช่น

  • ใช้ยาแก้ไอ
  • ใช้ยาลดไข้
  • ใช้ยาลดน้ำมูก

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีความเสี่ยงติดเชื้อในปอด หรือถึงขั้นมีภาวะระบบหายใจล้มเหลว ส่วนใหญ่จะเกิดในกลุ่มผู้ป่วยที่สูงอายุ มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคปอด หรือกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน เป็นต้น กลุ่มนี้จะมีการรักษาโดยการใส่ท่อช่วยหายใจ ร่วมกับการใช้ยาฆ่าเชื้อไวรัส และยารักษาตามอาการอื่นๆ จนกระทั่งผู้ป่วยสามารถหายใจได้ด้วยตนเอง และสามารถถอดท่อช่วยหายใจได้ในที่สุด

 

สรุปได้ว่า สถานการณ์การระบาดระลอกนี้ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง หรือสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 แนะนำว่าควรกักตัวและแยกตัวจากบุคคลรอบข้างเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน ในระยะเวลาที่กักตัวหากมีอาการเสี่ยงควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อมาตรวจวินิจฉัยต่อไป

 

สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีความเสี่ยงน้อย หรือไม่มีความเสี่ยง อย่าเพิ่งชะล่าใจ เราควรใช้ชีวิตอย่าง New Normal กันต่อไป เช่น การใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงที่ชุมชน การรักษาระยะห่างจากผู้อื่น และเราจะผ่านการระบาดระลอกใหม่จากวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

แชร์


Loading...