ตาขุ่นมัวลง มองเห็นภาพซ้อน อาจเสี่ยงโรคต้อกระจก...ต้องรีบผ่าตัดรักษา

Image

แชร์


ต้อกระจก คือ ภาวะที่เลนส์แก้วตาขุ่น ทำให้แสงผ่านเลนส์เข้าไปยังจอประสาทตาได้น้อยลง หรือบางครั้งการขุ่นนั้นก็อาจก่อให้เกิดการหักเหแสงที่ผิดปกติและไปโฟกัสผิดที่ ทำให้จอประสาทตารับแสงได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการสายตาพร่ามัว โดยไม่มีอาการอักเสบหรือเจ็บปวดใดๆ และยิ่งเลนส์แก้วตาขุ่นมากยิ่งขึ้น การมองเห็นก็จะยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ โดยอาการอาจรุนแรงไม่เท่ากัน แต่มักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ดั งนั้น กว่าสายตาของผู้ป่วยจะขุ่นมัวจนรู้สึกได้ อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน หรือหลายปี

อาการแสดงของโรคต้อกระจก

  1. เห็นภาพซ้อน
  2. เห็นวงรอบแสงไฟ
  3. เห็นฝ้าขุ่นขาวตรงกลางรูม่านตา
  4. เห็นภาพไม่ชัด เวลาอ่านหนังสือต้องใช้แสงสว่างจ้า

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจก

เพราะอายุเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทำให้มักพบมากในผู้ที่อายุเกิน 60 ปี และยังมีปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน ติดสุรา การโดนแดดมากๆ สูบบุหรี่ การติดเชื้อที่ตาเรื้อรัง และได้รับอุบัติเหตุ

แนวทางการรักษาต้อกระจก

  1. ในระยะที่เพิ่งเริ่มเป็น อาการยังไม่รุนแรงมาก แพทย์จะใช้วิธีการติดตามอาการเป็นระยะ
  2. การรักษาด้วยการผ่าตัดต้อกระจก คือการนำเลนส์แก้วตาที่เสื่อมออก โดยมีการทำ 2 วิธี คือ
    • ผ่าตัดแบบไม่เปิดแผล คือ การสลายต้อแบบอัลตร้าซาวด์ โดยการไปสลายต้อกระจกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วดูดออก วิธีนี้จะทำให้แผลมีขนาดเล็ก ประมาณ 2.5 มม. ไม่ต้องเย็บแผล หายเร็ว และใช้เวลาเพียง 15-30 นาที เหมาะสำหรับเลนส์ต้อกระจกที่อยู่ในระยะนิ่มหรือแข็งปานกลาง
    • ผ่าตัดแบบเปิดแผล คือ การผ่าตัดเปิดแผลใหญ่และนำเลนส์ที่เสื่อมออกมาทั้งชิ้นและเย็บแผล ใช้เวลา 30 นาที-1ชั่วโมง ซึ่งเหมาะสำหรับเลนส์ต้อกระจกแบบแข็งมากและสุกมาก

ซึ่งทั้ง 2 วิธี คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บ ทั้งนี้จะมีการใช้วิธีหยอดยาชา และฉีดยาชาที่ผิวเปลือกตาก่อนทำการผ่าตัด และในบางรายที่คนไข้ไม่ให้ความร่วมมือหรือกลัว แนะนำให้ดมยาสลบก่อนทำผ่าตัด

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • ในรายที่อายุมาก (≥ 60ปี) หรือมีโรคประจำตัวให้ปรึกษาแพทย์อายุกรรมก่อนผ่าตัดทุกราย
  • หากรับประทานยาละลายลิ่มเลือดควรปรึกษาแพทย์เพื่อหยุดยาอย่างน้อย7วัน ก่อนผ่าตัด

ชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมที่ใช้ในการรักษา

  1. Monofocal IOL เป็นเลนส์แก้วตาเทียมชนิดมาตรฐานหรือโฟกัสระยะเดียว เลนส์ชนิดนี้จะช่วยในการมองไกลที่ชัดเจน แต่ต้องอาศัยแว่นสายตาช่วยในการมองใกล้
  2. Multifocal IOL เลนส์แก้วตาเทียมชนิดโฟกัสหลายระยะ พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสายตาของผู้มีภาวะสายตายาวตามอายุ โดยผิวเลนส์ถูกออกแบบพิเศษด้วยเทคโนโลยี Apodized diffractive หรือ Refractive คล้ายขั้นบันไดเป็นวงๆ ตรงกลาง เพื่อช่วยสร้างความสมดุลของการโฟกัสภาพในระยะใกล้และไกล พบว่า 80% ของผู้ใช้เลนส์ชนิดนี้ สามารถทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือ หรือการขับรถได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตา(ไม่ควรเลือกเลนส์นี้ในผู้ป่วยที่เคยมีโรคของจอประสาทตาหรือโรคเบาหวาน)
  3. Toric IOL เลนส์แก้วตาเทียมชนิดแก้ไขสายตาเอียง ซึ่งภาวะสายตาเอียงโดยมากมีสาเหตุจากความโค้งของกระจก ตาที่ไม่สมดุล เลนส์แก้วตาเทียมชนิด Toric จึงออกแบบให้มีความโค้งทางด้านหลังเลนส์ไม่เท่ากันในแนวตั้งและแนวนอน เพื่อชดเชยความโค้งของกระจกตาที่ไม่เท่ากัน ทำให้มองเห็นระยะไกลได้ชัดเจนขึ้น แต่ยังต้องพึ่งพาแว่นสายตาเพื่อการมองระยะใกล้
  4. Multifocal Toric  นวัตกรรมใหม่ล่าสุดของเลนส์แก้วตาเทียม ที่มีประสิทธิภาพสามารถแก้ไขภาวะสายตาเอียง พร้อมกับปรับภาพชัดได้หลายระยะอยู่ในเลนส์เดียวกัน ช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็นในระยะใกล้และไกลชัดเจนขึ้น และแก้ไขสายตาเอียงให้ลดลง อีกทั้งยังช่วยแก้ไขการเกิดโรคต้อกระจกสำหรับผู้ที่มีแนวโน้มของภาวะโรคต้อกระจกอีกด้วย

การดูแลตนเองหลังผ่าตัดต้อกระจก

  1. มีฝาครอบตาข้างที่ผ่าตัด ป้องกันการขยี้ การกระทบกระเทือนต่อตาและควรใส่ที่ครอบตาเวลานอน
  2. ห้ามก้มๆ เงยๆ ไอจามแรงๆ ในช่วง 1 วันแรกหลังการผ่าตัดเพราะอาจทำให้เกิดเลนส์แก้วตาเคลื่อนได้
  3. ห้ามให้น้ำเข้าตาหรือโดนฝุ่น 1-2 เดือน (ขึ้นกับวิธีการลอกต้อกระจก) ถ้าลอกแบบอัลตร้าซาวด์(ควรงดโดนน้ำ 1 เดือน และไม่ควรลงว่ายน้ำ2เดือน) ถ้าผ่าตัดแบบแผลเปิดกว้างและเย็บแผล (ควรงดโดนน้ำ 2 เดือน และไม่ควรลงว่ายน้ำ 3-4 เดือน จนกว่าจะแน่ใจว่าแผลปิดสนิท)
  4. ห้ามนอนคว่ำหน้าหรือนอนทับตาหลังผ่าตัดและควรนอนหงายใช้หมอนหนุนได้ตามปกติ ในช่วง 1 วันแรกหลังการผ่าตัด
  5. หลังจากผ่าตัดตาจะปิดตา1วัน จะเปิดตาในวันรุ่งขึ้นและสอนทำความสะอาดตา
  6. รับประทานยา หยอดยา ตามคำสั่งของแพทย์
  7. มาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง(หากมีปัญหาตาแดง,ปวดตา,ตามัว ให้มาก่อนนัด)
  8. ให้ความสำคัญกับการถนอมดวงตา โดยการหลีกเลี่ยงแดดจ้า ฝุ่นละออง ควัน มลพิษต่างๆ อาจใส่แว่นกันแดด ก็สามารถปกป้องดวงตาจากมลพิษต่างๆได้ ตลอดจนการดูแลควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

ข้อดีของการผ่าตัดต้อกระจก

  1. เพื่อให้การมองเห็นดีขึ้นและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
  2. ในบางรายที่มีโรคทางจอประสาทตา เมื่อผ่าตัดตาแล้วจะทำให้การักษาจอประสาทตาได้ผลดีขึ้น

ผลเสียที่จะเกิดขึ้น…หากไม่รับการผ่าตัดต้อกระจก

  1. ตามัวลงเรื่อยๆ ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง
  2. ไม่สามารถรักษาโรคในจอประสาทตาได้ เช่น ภาวะจอประสาทตาหลุดลอก มีพังผืดที่จอประสาทตา, เลือดออกในตาหรือเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา

ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดระหว่างและหลังการผ่าตัดต้อกระจก

  1. โอกาสเกิดติดเชื้อในลูกตาได้ (<1%) จนทำให้ตามัวลง ดังนั้นผู้ป่วยที่ผ่าตัดตา มีความจำเป็นต้องดูแลตาให้สะอาดมากๆและหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นและสกปรก
  2. โอกาสเกิดเลนส์ร่วงเข้าไปในน้ำวุ้นตาได้ (<1%) อาจเกิดจากตัวยึดเลนส์ไม่แข็งแรง, เลนส์ต้อกระจกแข็งเกินไป หรือบางกรณีมีการเคลื่อนหน้าของผู้ป่วยขณะผ่าตัด (หากเกิดกรณีดังกล่าว มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดครั้งที่ 2 และผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนเกินเพิ่ม)
  3. โอกาสเกิดเลือดออกในลูกตาได้จนสูญเสียการมองเห็นถาวร (ไม่สามารถรักษาแก้ไขได้) โดยมีความเสี่ยงประมาณ  1:1000

แชร์


Loading...