แม้ว่า “มะเร็งรังไข่” จะไม่ได้เป็นโรค ที่พบได้มากที่สุดของผู้หญิง แต่ก็ไม่ใช่ว่าโรคนี้จะไม่มีความสำคัญจนสาวๆ จะมองข้ามได้ เพราะจากสถิติของ WHO ล่าสุด พบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็นมะเร็งรังไข่ของประเทศไทยมากถึงปีละ 2,689 ราย และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1,431 รายต่อปี ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจกันไป เพราะโรคนี้ยังพอมีทางรักษา ถ้าตรวจเจอได้เร็ว!
มะเร็งรังไข่…ภัยร้ายที่ซุ่มจู่โจมสาวๆ
แม้ว่าโดยทั่วๆ ไปแล้วในระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการ แต่เราก็สามารถตรวจพบได้จากการตรวจเชคอัพ “หลายๆ คนจะตรวจเจอเมื่อมาตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจภายใน หรืออัลตร้าซาวด์ช่องท้อง แล้วเจอความผิดปกติหรือมีก้อนของรังไข่ ซึ่งจะทำให้สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่ได้เร็วตั้งแต่ระยะต้นๆ การรักษาในระยะนี้จึงค่อนข้างได้ผลดี แต่หากรอให้มีอาการของมะเร็งรังไข่ อาการหลักๆ จะมีอาการท้องโต ท้องบวมขึ้น บางคนรู้สึกแน่นท้อง มีน้ำในช่องท้อง หรือคลำเจอก้อนได้ในช่องท้องได้” หรือในสาวๆ บางคนที่รู้สึกว่ามีหน้าท้องมากขึ้น ทั้งๆ ที่ตัวเองก็พยายามลดน้ำหนักอยู่ คุณหมอบอกว่านั่นก็ถือเป็นสัญญาณของความผิดปกติได้เช่นกัน
ตรวจเจอแล้ว…เลือกวิธีรักษาอย่างไร ให้เหมาะสม
สำหรับเกณฑ์ที่คุณหมอจะใช้พิจารณาเลือกวิธีการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับ 2 อย่างหลักๆ คือ 1) ประเมินที่ตัวโรค ความรุนแรง ของโรค การกระจายดูที่ตัวโรคก่อน ว่าสามารถส่องกล้องได้หรือไม่ “ต้องดูก่อนว่าเราจะผ่าอะไร จะเอาแต่รังไข่ออก หรือเอามดลูกออกด้วย ถ้าเอามดลูกออก ต้องคำนึงถึงว่าจะเอามดลูกออกทางไหน เพราะบางคนไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็อาจจะไม่สามารถนำมดลูกออกมาทางช่องคลอด หรือบางเคสที่ตัวก้อนค่อนข้างติดกับลำไส้ การส่องกล้องก็อาจมีความเสี่ยงมากกว่าการเปิดหน้าท้อง หรือแม้แต่คนไข้ที่สงสัยเรื่องของมะเร็ง ที่ต้องระวังไม่ให้ก้อนเนื้องอกแตกในช่องท้อง อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ 2) ต้องดูที่ตัวคนไข้ว่าเหมาะกับการขึ้นขาหยั่งนานๆ ได้หรือไม่ หรือมีข้อห้ามหรือข้อจำกัดในการใส่ลมเข้าไปในช่องท้องหรือไม่ หรือเอาเครื่องมือเข้าทางช่องคลอดได้หรือเปล่า”
“การผ่าตัดส่องกล้อง” เพื่อรักษา…มะเร็งรังไข่
ตามมาตรฐานการรักษาโรคนี้จะต้องตัดออกหมดทั้งมดลูกและรังไข่ทั้ง 2 ข้าง ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน ต่อมน้ำเหลืองกลางท้อง เยื่อไขมันกลางท้อง ซึ่งถือเป็นการผ่าตัดที่ต้องเปิดแผลแนวกลางตัว ขนาดกว้างจัดเป็นการผ่าตัดใหญ่ (Major surgery) และเมื่อผ่าตัดแล้ว จะทำให้คนไข้เข้าสู่วัยทองทันที แต่ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาปัจจุบันนี้ ทำให้การรักษามะเร็งรังไข่นี้พัฒนามากขึ้น สามารถนำการผ่าตัดผ่านกล้องมาใช้รักษาได้เช่นกัน “โดยเฉพาะผู้ป่วยบางรายเป็นมะเร็งรังไข่ตั้งแต่อายุน้อย และยังมีความต้องการที่จะมีบุตรในอนาคต ต้องการเก็บมดลูก รังไข่ที่ปกติไว้ ซึ่งคุณหมอก็จะประเมินเป็นรายๆ ไป ซึ่งในรายที่เป็นระยะต้น โดยเฉพาะยังไม่มีการกระจาย หรือสงสัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่ชนิดที่ไม่ใช่เยื่อบุผิว (non-epithelial ovarian cancer) ก็จะใช้การผ่าตัดแบบอนุรักษ์ คือจะเก็บมดลูกและรังไข่ที่ปกติเอาไว้ ซึ่งการผ่าตัดผ่านกล้องค่อนข้างเข้ามามีบทบาทอย่างมาก เพราะแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ปวดแผลหลังผ่าตัดน้อยลง”
เมื่อมีทางออกที่ดีกว่า…ความกังวลก็หมดไป
การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช ใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรคและความผิดปกติทางสูตินรีเวชได้หลายโรค จุดเด่นของการผ่าตัดผ่านกล้อง คือ แผลเล็กมาก อาการปวดหลังผ่าตัดน้อยลง ระยะพักฟื้นน้อย สามารถฟื้นตัวเร็วกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วมากขึ้น เสียเลือดน้อย โอกาสแผลติดเชื้อผ่าตัดน้อยมาก
แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีในการรักษาจะก้าวล้ำไปไกลแค่ไหน มันก็คงจะดีกว่าหากเราไม่เป็นโรคนั้น หรือแม้แต่ตรวจเจอโรคนั้นตั้งแต่ระยะแรกๆ เพื่อที่จะได้รีบทำการรักษา และสิ่งที่จะป้องกันได้ดีที่สุด คือการหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี และตรวจภายใน หรือถ้าใครสงสัยว่ามีความเสี่ยงจะเป็นมะเร็ง เดี๋ยวนี้ก็มีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจเลือดเพื่อหายีนกลายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้แล้วด้วยในประเทศไทย ก็สามารถทำให้ทราบความเสี่ยงต่อโรคและดูแลตนเอง รวมถึงรับการรักษาได้ทันท่วงที
