ผ่าตัดใส่อุปกรณ์ระบายน้ำออกจากตา เพื่อการรักษาโรคต้อหิน

Image

แชร์


ผ่าตัดใส่อุปกรณ์ระบายน้ำออกจากตา เพื่อการรักษาโรคต้อหิน

อุปกรณ์ระบายน้ำออกจากตา (glaucoma drainage device (GDD)/drainage implant/aqueous shunt / tube shunt) เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่วางอยู่บนตาเพื่อใช้ในการรักษาโรคต้อหิน
เมื่อเป็นโรคต้อหิน น้ำในตาจะไม่สามารถระบายออกทางด้านหน้าของลูกตาได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดความดันภายในตาเพิ่มขึ้นและมีการทำลายขั้วประสาทตา รวมถึงเส้นใยประสาทตาที่อยู่ด้านหลัง ถ้าทิ้งไว้ไม่รักษาโรคต้อหินจะทำให้เกิดภาวะตาบอดถาวรได้

อุปกรณ์ระบายน้ำออกจากตาจะทำให้เกิดทางระบายน้ำใหม่ของลูกตาผ่านท่อของอุปกรณ์ จึงช่วยลดความดันภายในตา เมื่อเสร็จสิ้นการผ่าตัด อุปกรณ์นี้จะวางตัวอยู่บนตาขาว แนบและโค้งไปกับลูกตาโดยมีเยื่อตาปกคลุม และส่วนปลายของท่อจะอยู่ในช่องหน้าลูกตาโดยไม่รบกวนการมองเห็น

เมื่อไหร่จะทำการผ่าตัดต้อหินด้วยการใส่อุปกรณ์ระบายน้ำ

โดยมากการใส่อุปกรณ์แบบมีท่อนี้ จะใช้ในกรณีของการผ่าตัดระบายน้ำออกจากตาโดยวิธีสร้างถุงกักเก็บน้ำบนผิวลูกตา (trabeculectomy) ที่ทำไว้ก่อนหน้าล้มเหลว ไม่สามารถควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยหรือตรงตามเป้าหมายที่ต้องการได้
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจใช้เป็นลำดับแรกในการผ่าตัดโรคต้อหินบางประเภท โดยไม่ใช้วิธีการสร้างถุงน้ำ เช่น ต้อหินที่เกิดจากเส้นเลือดงอกผิดปกติในตา (neovascular glaucoma) ต้อหินที่เกิดจากโรคม่านตาอักเสบ (uveitic glaucoma)

การผ่าตัดใส่อุปกรณ์ระบายน้ำแบบมีท่อในโรคตาต้อหิน

การผ่าตัดวิธีนี้ สามารถทำโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ในกรณีใช้ยาชาเฉพาะที่จะใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณหนึ่งชั่วโมง ส่วนการดมยาสลบนั้นจะใช้ในกรณีพิเศษ เช่น ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ หูไม่ค่อยได้ยิน กลัวที่แคบ (claustrophobia) ระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วยลดลง (altered mental status)

อุปกรณ์ระบายน้ำในตาแบบมีท่อ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ชนิดไม่มีลิ้นเปิดปิด (non-valved GDD) เช่น ClearPath implant, Baerveldt implant, Molteno implant
  2. ชนิดมีลิ้นเปิดปิด (valved GDD) เช่น Ahmed implant

อุปกรณ์มีท่อแต่ละชนิดผลิตจากวัสดุและเทคนิคเฉพาะ นอกจากนั้นแต่ละชนิดยังแบ่งออกเป็นชนิดย่อยอีกหลายแบบตามขนาดของอุปกรณ์ การเลือกใช้อุปกรณ์มีท่อชนิดใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและการพิจารณาของแพทย์ผู้ผ่าตัด กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถหยอดยาได้อย่างสม่ำเสมอหลังผ่าตัด หรือไม่สะดวกไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจติดตามผลการรักษาหลังผ่าตัดได้ตามนัด แพทย์อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์มีท่อชนิดมีลิ้นเปิดปิดเป็นลำดับแรก

ปัจจัยเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดต้อหินด้วยการใส่ท่อระบายน้ำตา

เช่นเดียวกันกับการผ่าตัดชนิดอื่น การผ่าตัดใส่อุปกรณ์ระบายน้ำแบบมีท่อมีความเสี่ยงและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้เช่นกัน
โดยในช่วงแรก อาจจะพบภาวะแทรกซ้อนเหมือนการผ่าตัดโดยวิธีการสร้างถุงกักเก็บน้ำบนผิวลูกตา เช่น ช่องหน้าลูกตาแฟบ (flat chamber) ความดันตาต่ำ (hypotony) และเลือดออกเหนือชั้นคอรอยด์ (suprachoroidal hemorrhage)

ภาวะแทรกซ้อนอื่นที่อาจพบได้ เช่น เลือดออกในตา การติดเชื้อในตา การเกิดแผลเป็นบนผิวลูกตา ลิ้นเปิดปิดของอุปกรณ์ไม่ทำงานหรือทำงานไม่ดี เกิดต้อกระจก การเห็นภาพซ้อน ภาวะตาเข การสูญเสียการมองเห็น ต้องการการผ่าตัดซ้ำเพื่อแก้ไข การผ่าตัดต้อหินเพิ่มเติม เช่น การเอาอุปกรณ์เดิมออกหรือการใส่อุปกรณ์ระบายน้ำชิ้นใหม่เพิ่มเข้าไปในตา

วิธีปฏิบัติตัวก่อนและหลังการผ่าตัดต้อหินแบบการใส่อุปกรณ์ระบายน้ำตา

ก่อนผ่าตัด ถ้าผู้ป่วยมีโรคประจำตัว ที่ทานยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดหรือมีภาวะเลือดจาง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ควรใช้ยาหยอดตาและ/หรือรับประทานยารักษาโรคต้อหินตามปกติจนถึงวันผ่าตัด

หลังผ่าตัด แพทย์จะหยุดยารักษาต้อหิน ผู้ป่วยจะได้รับยาหยอดตาและยาป้ายตาเพื่อลดการอักเสบและป้องกันการติดเชื้อ โดยจะใช้เป็นเวลาต่อเนื่องหลายอาทิตย์ และค่อยลดลงจนหยุดยาไปในที่สุด
ในผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะความดันตาสูงชั่วคราวใน 1-6 อาทิตย์แรกหลังผ่าตัด แพทย์จะให้ยาหยอดตาเฉพาะที่เพื่อลดความดันตา เมื่ออุปกรณ์ระบายน้ำทำงานและความดันตา ลดลงแล้ว แพทย์จะพิจารณาหยุดยาลดความดันตา

แม้การผ่าตัดจะเรียบร้อยดี การตรวจติดตามหลังผ่าตัดก็ยังคงมีความสำคัญ และมีผลต่อความสำเร็จของการผ่าตัดในระยะยาว ผู้ป่วยควรใช้ยาตามแพทย์สั่ง ปฏิบัติตัวตามแพทย์แนะนำและไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับดวงตาข้างที่ผ่าตัด เช่น ตาแดง ปวดตามาก มีขี้ตา ตามัวลง ควรแจ้งแพทย์เพื่อทราบทันที  เพราะอาจเป็นอาการนำของการติดเชื้อได้

 

พญ. ณฐมน ศรีสำราญ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคต้อหิน
ศูนย์ตา โรงพยาบาลพญาไท 1
Loading...

แชร์


Loading...