จะว่าไปก็ลากยาวกันมาตั้งแต่ Work from home ในช่วงที่ Covid-19 ระบาด จนตอนนี้หลายๆ ที่ก็เริ่มเข้าออฟฟิศกันเป็นปกติแล้ว แต่พฤติกรรมการนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ ที่ทำให้เกิดอาการ ปวดหลัง ปวดคอ หรือลามไปปวดเอว ก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย หรืออาจจะดูหนักขึ้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป วันนี้เราเลยจะพามาต้นตอ สาเหตุของอาการปวดหลัง ปวดไหล่ เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดกัน
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดคอ เวลานั่งท่าเดิมนานๆ
เคยสงสัยหรือไม่? ว่านอกจากการนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ ทำไมถึงทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล่ หรือปวดเอว ที่เราเรียกว่า ‘ออฟฟิศซินโดรม’ แล้วยังมีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่ทำให้เกิดอาการปวดแบบนี้
- โต๊ะที่วางคอมพิวเตอร์อยู่สูงหรือต่ำจนเกินไป การนั่งเก้าอี้ที่ไม่เหมาะสม ในกรณีต่ำเกินไปจะทำให้ต้องก้มคออยู่ตลอดเวลา จึงเกิดการปวด เมื่อย ตึง หรือหากโต๊ะทำงานสูงเกินไป ก็ทำให้เหมือนต้องยกไหล่หรือใช้สะบักอยู่ตลอดเวลา อาการปวดเมื่อยก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน
- การนั่งทำงานอยู่ในท่าทางเดิมๆ ติดต่อกันนานหลายชั่วโมง มักทำให้เกิดอาการปวดคอ บ่า ไหล่ โดยอาการเมื่อยล้าจะค่อยๆ เกิดขึ้น และสะสมความรุนแรงไปเรื่อยๆ เพราะกล้ามเนื้อส่วนที่ทำงานหนักไม่ได้พักเลย ยิ่งนั่งทำงานในท่าเดิมๆ มากกว่า 8-9 ชั่วโมงต่อวัน ยิ่งทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นมีโอกาสอักเสบได้ง่าย
- การนั่งหรือนอนทำงานผิดท่าทางนานๆ ทำให้ต้องค่อมหลัง มีอาการหลังค่อม หรือบางคนที่เวลากลับไปทำงานที่บ้านแล้วใช้วิธีนอนทำงาน ซึ่งเมื่อท่าทางในการทำงานไม่เหมาะสม ร่างกายจะฟ้องด้วยอาการปวด ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอาการปวดก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ระยะและระดับของการอาการปวดหลัง ปวดคอ
อาการปวดหลังปวดคอ แบ่งออกได้เป็นหลายระยะ เริ่มจากอาการปวดตึง หรือปวดเมื่อยบริเวณคอ บ่า ไหล่ หรือหลังทั่วไป หรือในบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย และมักจะมีอาการมากขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น อาการปวดกำเริบขึ้นเมื่ออยู่ในภาวะเครียด หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
หากใครมีอาการปวดที่รุนแรงและน่ากังวล ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที คือเมื่อมีอาการปวดร้าวลงแขน หรือปวดร้าวลงขา แขนอ่อนแรงหรือชา ไปจนถึงไม่สามารถควบคุมการใช้มือของตัวเองได้ เช่น ติดกระดุมและเขียนหนังสือได้ลำบาก ปวดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และอาการไม่หายไป ซึ่งแสดงว่าอาจมีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมีปัญหาอย่างรุนแรง
วิธีแก้ไขและรักษาอาการปวดหลังปวดคอ
การแก้ไขอาการปวดหลัง ปวดคอ บ่า ไหล่ อย่างแรกเลยคือ ต้องแก้ไขที่อาการปวดก่อน การบรรเทาปวดลำดับแรกอาจจะทำได้โดยการยืดกล้ามเนื้อ หรือทายานวดบรรเทาปวด แต่หากอาการยังไม่เบาลง สามารถทานยาลดปวดได้ ต่อมาคือต้องหาสาเหตุว่า อาการปวดนั้นเกิดจากอะไร มีตั้งแต่ตำแหน่งวางคอมพิวเตอร์ โต๊ะ เก้าอี้ที่ใช้ไม่เหมาะสม ซึ่งต้องหาสาเหตุให้พบจะได้ปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง การนั่งทำงาน ไม่ควรนั่งหลังค่อมหรือนั่งเอนหลัง เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อเกิดการล้าและเสียบุคลิก ควรจะนั่งหลังตรง ซึ่งไม่เพียงจะช่วยลดอาการปวดหลังปวดคอ แต่ยังทำให้สุขภาพหมอนรองกระดูกดีขึ้น ป้องกันโรคข้อ บรรเทาอาการปวดศีรษะได้
หากเริ่มรู้สึกปวดเมื่อย ควรพักการทำงานเพื่อผ่อนคลายร่างกายและสมอง อย่างการลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เดินไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง ไม่ควรนั่งทำงานติดกันนานเกินกว่า 1 ชั่วโมงโดยไม่พักหรือเปลี่ยนอิริยาบถเลย
การพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ซักประวัติ วินิจฉัยโรค จะทำให้เกิดการรักษาอาการปวดอย่างถูกต้องตรงจุด ดังนั้น เมื่อมีอาการปวดร้าวลงขา มีขาอ่อนแรง เดินผิดปกติ ควรจะรีบมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงจะดีกว่า เพราะหากปล่อยไว้อาการจะยิ่งรุนแรงจนรักษาได้ยาก
แนวทางการรักษาอาการปวดหลังปวดคอ
เมื่อคนไข้มาพบแพทย์ และได้รับการตรวจวินิจฉัยอาการแล้ว การรักษาก็จะเริ่มขึ้น ซึ่งทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่ระดับของความรุนแรง เช่น
- การรับประทานยา เช่น ยาบรรเทาอาการกล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาคลายเครียด โดยยาเหล่านี้ควรผ่านการพิจารณาและสั่งโดยแพทย์ผู้วินิจฉัยเท่านั้น
- ฉีดยา เพื่อคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวด
- การทำกายภาพบำบัด เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลดอาการเจ็บปวด และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ร่างกาย ประกอบด้วยการยืดเหยียด (stretching) การนวด (massage) การขยับข้อต่อ (mobilization) รวมถึงการรักษาด้วยการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น อัลตราซาวด์บำบัด (Therapeutic Ultrasound) ซึ่งเป็นการรักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ที่ให้ผลความร้อนในลักษณะความร้อนลึก ใช้ลดอาการปวด ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อในชั้นลึก และช่วยเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ หรือการรักษาด้วยแผ่นประคบร้อน (Hot pack) ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดภายใต้ผิวหนัง อันเป็นการลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี
หากการรักษาทางด้านกายภาพบำบัดยังไม่ทำให้อาการทุเลาลง แพทย์อาจจะทำการตรวจแบบเจาะลึกด้วยการตรวจเอกซเรย์ หรือตรวจด้วยเครื่อง MRI เพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุอื่นๆ ประกอบ อันจะช่วยให้เกิดการรักษาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
