โรคกระดูกพรุน ป้องกันกระดูกหักได้ถ้าแก้ไข้ที่สาเหตุ

Image

แชร์


โรคกระดูกพรุน ป้องกันกระดูกหักได้ถ้าแก้ไข้ที่สาเหตุ

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นภาวะที่ความแข็งแรงของกระดูกในร่างกายลดลง อันเกิดจาก ความหนาแน่นของกระดูก (Bone density) และ คุณภาพของกระดูก (Bone quality) ที่ลดลงตามอายุและปัจจัยอื่นๆ ประกอบกัน ซึ่งจะส่งผลให้เสี่ยงกระดูกหักได้ง่ายขึ้น

จากการสำรวจของสมาคมกระดูกพรุนนานาชาติพบว่า มีผู้ป่วยกระดูกหักจากกระดูกพรุนมากกว่า 9 ล้านคนต่อปี โดย ‘ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งเสี่ยงกระดูกหักได้ง่ายขึ้น’ ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มพบได้ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ผู้หญิงจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย และมีเพียง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเท่านั้นที่มาพบแพทย์หลังเกิดกระดูกหักใหม่ๆ ทำให้การรักษามีความล่าช้า จึงเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้มาก

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน

สาเหตุเกิดจากกระบวนการซ่อมสร้างหรือการปรับแต่งกระดูก (Bone remodelling) นั้นเสียสมดุลไป ซึ่งทำให้การสลายกระดูก (Bone resorption) เกิดมากกว่าการสร้างกระดูก (Bone formation) หรืออาจเกิดจากการสะสมแร่ธาตุในกระดูก (mineralization) ที่ผิดปกติ ทำให้โครงสร้างกระดูกไม่แข็งแรง จึงทำให้กระดูกหัก โดยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการดังกล่าว ได้แก่ อายุ ฮอร์โมน และการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นต้น

อาการของโรคกระดูกพรุน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แม้ว่าจะตรวจพบกระดูกพรุนหรือพบว่ามีกระดูกหักไปแล้ว ทำให้การวินิจฉัยทำได้ช้าในผู้ป่วยระยะแรก อาการที่พบส่วนใหญ่จึงเป็นอาการแสดงหลังเกิดกระดูกหักไปแล้ว เช่น ปวดหลังเรื้อรัง ส่วนสูงลดลง เป็นต้น โดยมักเป็นกระดูกหักที่เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง (fragility fracture)

การวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุน

สามารถให้การวินิจฉัยได้เลยถ้าผู้ป่วยมีภาวะกระดูกสันหลังหรือกระดูกสะโพกหักที่เกิดจากอุบัติเหตุไม่รุนแรง แต่หากไม่มีภาวะดังกล่าว จะใช้วิธีการตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่องตรวจวิเคราะห์ความหนาแน่นของกระดูกที่ใช้รังสีเอกซ์พลังงานต่ำ (DXA Scan) ซึ่งจะปริมาณรังสีเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี และใช้เวลาในการตรวจไม่นาน โดยจะตรวจในตำแหน่งกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพก เมื่อตรวจแล้ว แพทย์จะพิจารณาจากค่า T-score หากต่ำกว่า -2.5 จะแสดงถึงภาวะกระดูกพรุน

นอกจากการตรวจมวลกระดูกแล้ว ต้องประเมินหาโรคร่วมที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ด้วย เช่น โรคไต โรคพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูง ภาวะพร่องวิตามินดี โรคข้ออักเสบ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละกรณีจะมีการรักษาที่ต่างกันไปในแต่ละโรค

การรักษาภาวะกระดูกพรุน

การรักษาจะมี 2 แนวทางสำคัญ คือ

การรักษาแบบไม่ใช้ยา ประกอบด้วย

  • การรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีในขนาดที่เหมาะสม
  • การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นให้มีปริมาณโปรตีนเพียงพอต่อวั
  • การออกกำลังกายสม่ำเสมอ หยุดสูบบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • การประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้ม และให้การป้องกันอย่างเหมาะสม

การรักษาโดยการใช้ยา จะมีขั้นตอนดังนี้

แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุนเพื่อเลือกใช้ยาที่เหมาะสม โดยยาที่ใช้จะมีทั้งรูปแบบยากิน เช่น กลุ่มยา Bisphosphonate หรือยาฉีด เช่น Denosumab, Teriparatide เป็นต้น ซึ่งต้องมีการประเมินผู้ป่วยก่อนให้ยา เช่น ค่าการทำงานของไต ระดับแคลเซียม วิตามินดี การประเมินสุขภาพช่องปาก เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากยา โดยหลังได้รับยาจะมีการตรวจประเมินค่ามวลกระดูกซ้ำทุกๆ 1-2 ปี เพื่อติดตามผลการรักษา

ใครบ้าง ที่ควรตรวจหาภาวะกระดูกพรุน?

เนื่องจากภาวะกระดูกหักจากกระดูกพรุนอาจไม่มีอาการใดๆ และเกิดขึ้นได้แม้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงจนนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพหรือพิการถาวรได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองหาภาวะกระดูกพรุนตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้ โดยผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจมวลกระดูก ได้แก่

  • ผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่มีประวัติกระดูกหักแบบไม่รุนแรง
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน
  • ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์
  • ผู้ที่มีส่วนสูงลดลง
  • ผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงอื่นๆ หรือมีอาการที่เกี่ยวข้อง

 

นพ. พลยุทธิ์ ธรรศนัทธพงศ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและรูมาติสซั่ม
ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 1
Loading...

แชร์


Loading...