โรคปอดบวม หรือ ปอดอักเสบ เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
แม้ว่าโรคปอดบวมจะพบได้บ่อยในเด็ก แต่ใครรู้บ้างว่า…โรคปอดบวมก็สามารถพบได้บ่อยในผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือโรคเรื้อรังบางชนิด โรคปอดบวมนี้เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อราก็ได้ เชื้อที่พบบ่อยแสดงตามตารางด้านล่าง
|
อายุ |
เชื้อที่เป็นสาเหตุได้บ่อย |
| แรกเกิด – 3 เดือน | เป็นเชื้อแบคทีเรียเสียส่วนใหญ่ เช่น เชื้อ Escherichia coli, Streptococcus pneumoniae, Staphylococcus aureus, group B. Streptococcus อาจเป็นจากไวรัสหรือ Chlamydia trachomatis |
| 3 เดือน – 5 ปี | มักเป็นเชื้อไวรัส เช่น Respiratory syncytial virus, และเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus pneumoniae และ Haemophilus influenzae |
| มากกว่า 5 ปี | ส่วนใหญ่เป็น Mycoplasma pneumoniae, Streptococcus pneumoniae อาจพบ respiratory syncytial virus หรือ Chlamydia pneumoniae |
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า นิวโมคอคคัส ร่างกายจะรับเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ แต่ทั่วๆ ไปแล้วโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ มักเป็นอาการที่ต่อเนื่องมาจากโรคไข้หวัดใหญ่
ปอดบวม เป็นโรคที่พบได้ประมาณร้อยละ 8-10 ของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ นับเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เกิดจากสาเหตุหลัก 2 กลุ่ม คือ ปอดบวม ที่เกิดจากการติดเชื้อและปอดบวม ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ โดยทั่วไปพบปอดบวม ที่เกิดจากการติดเชื้อมากกว่า ชนิดของปอดบวม จำแนกได้หลายแบบ ปัจจุบันนิยมจำแนกตามสภาพแวดล้อมที่เกิดปอดบวม เป็น ปอดบวม ในชุมชน (community- acquired pneumonia – CAP) และปอดบวม ในโรงพยาบาล (nosocomial pneumonia หรือ hospital-acquired pneumonia -HAP) เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยและดูแลรักษาตั้งแต่แรก
- ปอดบวม ในชุมชน หมายถึงปอดบวม ที่เกิดจากการติดเชื้อที่เกิดนอกโรงพยาบาลโดยไม่รวมปอดบวม ที่เกิดขึ้นหลังจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลภายในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์
- ปอดบวม ในโรงพยาบาล หมายถึงปอดบวม จากการติดเชื้อที่เกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยนอนรักษาในโรงพยาบาลแล้วอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมง
|
สภาพแวดล้อม |
เชื้อที่เป็นสาเหตุได้บ่อยในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน |
| ปอดอักเสบในชุมชน | มักเป็นเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococus pneumoniae, Haemophilus influenzae, Mycoplasma pneumoniae, Legionella spp. |
| ปอดอักเสบในโรงพยาบาลระยะแรก (อยู่ในโรงพยาบาล 2-5 วัน) |
เป็นเชื้อแบคทีเรีย เช่น Methicillin-sensitive Staphylococcus aureus, Haemophilus influenzae, Streptococcus pneumoniae, Klebsiella spp. Enterobacter spp. Escherichia coli, Proteus spp. Serratia marcescens |
ความรุนแรงของโรคปอดบวม
ปอดบวม หรือปอดอักเสบในผู้สูงอายุรุนแรงถึงชีวิต ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากมีโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ โรคปอดบวมในผู้สูงอายุจึงน่ากลัวกว่าปอดอักเสบในคนทั่วไป เนื่องจากอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างยากลำบาก
ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นปอดบวม
- อายุ 65 ขึ้นไป
- มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบหืดเรื้อรัง โรคตับแข็ง
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเช่น ผู้ป่วยที่รับยาเคมีบำบัด ผู้ที่ติดเชื้อมะเร็ง ผู้ที่ต้องฟอกไตเป็นประจำ ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ต้องรับยากดภูมิคุ้มกัน
- ผู้ที่ไม่มีม้าม หรือม้ามไม่ทำงาน
- ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
อาการโรคปอดบวม
โดยปกติจะมีอาการไอ เสมหะ เหนื่อยหอบ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย หายใจลำบาก มีไข้สูง อาการอาจจะสั้นเพียง 1-3 วันหรือ 1 สัปดาห์ แต่ในผู้สูงอายุอาจจะแสดงอาการได้ไม่ชัดเจน อาจมีอาการซึม มีแค่ไข้ แต่ไมได้ไอก็ได้ จึงจำเป็นต้องสังเกตอาการปอดบวมของผู้สูงอายุเป็นพิเศษ หากไม่รีบรักษาหรือร่างกายไม่แข็งแรงอาจติดเชื้อแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม
ระบบหายใจล้มเหลว ติดเชื้อในกระแสเลือด หรืออาจจะเสียชีวิตเลยก็ได้ ผู้สูงอายุที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้มีสูงถึง 50% เนื่องจากมีอาการแทรกซ้อนที่ทำให้การรักษาเป็นไปได้ยาก
รักษาอาการปอดบวม
ปอดบวมเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นผู้ป่วยจะต้องทานยาฆ่าเชื้อหรือฉีดยา หลังจากได้รับยาแล้วอาการจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่หากปอดบวมเกิดจากไวรัส อาการจะไม่หนักเท่าการติดเชื้อจากแบคทีเรีย คุณอาจจะแค่เพียงพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ แต่ถ้าผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นปอดบวมควรไปพบหมอ เนื่องจากผู้สูงอายุอาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้
วิธีการดูแลตัวเองง่ายๆ ป้องกันปอดบวม
- พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด หรือเริ่มมีอาการไข้หวัด
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อบริเวณ จมูก ปาก ตา เมื่อเป็น หวัด และ ล้างมือ เป็นประจำ เนื่องจากไข้หวัดใหญ่อาจปนเปื้อนอยู่ จะเป็นการแพร่กระจายเชื้อ ดังนั้น การล้างมือ มือจึงเป็นสิ่งสำคัญ
- ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หรือก็คือการดูแลตัวเองให้สุขภาพแข็งแรงอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ร่างกายอ่อนแอ เชื้อโรคจะได้ไม่เข้ามาทำให้เราป่วย
ป้องกันปอดบวมด้วยวัคซีนดีกว่า…ยังไง?
แม้ว่าอาการปอดบวมจะได้รักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อ แต่ปัจจุบันเชื้อแบคทีเรียกลับมีการดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ทำให้การรักษายากและซับซ้อนมากขึ้น หากเราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ก่อนจะดีที่สุด ซึ่งการฉีดวัคซีนไอพีดีก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถป้องกันโรคปอดบวมได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับการฉีดวัคซีนไอพีดี เพื่อป้องกันโรคไอพีดีและปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัส เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็จะน้อยลง การติดเชื้อต่างๆ ก็จะเกิดง่ายขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนไอพีดีชนิดใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพสูง สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้สูงอายุเป็นอย่างดีทีเดียว
วัคซีนในปัจจุบัน มี 2 ชนิด คือ
- วัคซีนชนิดคองจูเกต (13-valent pneumococcal conjugate vaccine: PCV-13)
วัคซีน นิวโมค็อคคัลคองจูเกท (PCV-13) สามารถป้องกันเชื้อได้ 13 ชนิด ซึ่ง แบคทีเรียเหล่านี้เป็นต้นเหตุให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรง ข้อบ่งชี้ของการฉีดชนิดคองจูเกต ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ คือ บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค pneumonia หรือ pneumococcal infections หรือผู้ที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากมีการติดเชื้อ นิวโมคอคคัส วัคซีนได้รับการรับรองให้ฉีดป้องกันเชื้อในเด็กตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ – 5 ปี ยกเว้นวัคซีนชนิด 13 สายพันธุ์ที่ได้รับการรับรองให้ฉีดในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีอายุ 65 ปีขึ้นไป - วัคซีนแบบโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide: PPV23) ป้องกันเชื้อได้ 23 ชนิด ซึ่ง แบคทีเรียเหล่านี้เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคติดเชื้อและปอดอักเสบได้ ข้อบ่งชี้ใช้สำหรับฉีดในผู้ใหญ่ที่มีปัจจัยเสี่ยงและผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปี
ข้อมูลอ้างอิงจาก
*สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
*สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย
