แม้ว่าการผ่าตัดด้วยกล้อง 2 มิติจะเป็นการผ่าตัดที่มีคุณภาพและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างน่าพอใจ แต่ด้วยพัฒนาการของวงการแพทย์ที่มุ่งหวังรักษาคนไข้ให้กลับมาเป็นปกติมากที่สุด จึงได้พัฒนาการผ่าตัดผ่านกล้องให้ดีขึ้น จาก 2 มิติ ให้กลายมาเป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ ซึ่งจะเสนอภาพในมุมกว้าง มุมยาว และมุมลึกทำให้แพทย์ผู้ทำการรักษาเห็นภาพต่างๆ ได้ชัดเจนและสามารถรักษาได้หลากหลายโรค ซึ่ง พญ.อรัญญา ยันตพันธ์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลพญาไท 2 อินเตอร์เนชันแนล ในฐานะศัลยแพทย์ที่มากด้วยประสบการณ์ด้านการผ่าตัดโรคทางนรีเวช ให้ความรู้เกี่ยวกับนวตกรรมที่ได้รับการพัฒนาขั้นสุดชนิดนี้
กลไกการทำงานที่ลึกยิ่งขึ้นของเทคโนโลยี 3D
การทำงานของการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ มีลักษณะคล้ายคลึงกับการผ่าตัดผ่านกล้อง 2 มิติ ดังนั้นการเตรียมตัวเข้ารับการผ่าตัดของคนไข้จึงไม่แตกต่างไปจากเดิม เพียงแต่คุณหมอจะต้องใส่แว่นคล้ายกับเวลาการชมภาพยนตร์ในระบบ 3 มิติ เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพในมุมลึกได้ โดยคุณหมอจะผ่าหน้าท้องเป็น 3 แผล ความยาวแผลละประมาณ 1 เซนติเมตร ส่วนรูแผลที่ต้องใส่กล้องลงไปจะมีความยาวไม่เกิน 2 เซนติเมตร จากนั้นคุณหมอจะสอดกล้อง 3 มิติเข้าไปและเริ่มต้นการผ่าตัดจนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิตินี้มีความคมชัดระดับ Full-HD และสามารถถ่ายทอดผ่านสดไปยังห้องประชุมอื่นๆ ได้ เพื่อให้นักศึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ ได้ศึกษาถึงการผ่าตัดดังกล่าว หรือหาข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการผ่าตัดในครั้งต่อๆ ไป โดยผู้เข้าร่วมชมการถ่ายทอดสดจะต้องใส่แว่นตา 3 มิติเช่นกัน
จุดเด่นของการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ
สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีความสำคัญต่อวงการแพทย์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องมือการผ่าตัดที่เอื้อประโยชน์ให้แก่คนไข้ เนื่องจากเมื่อใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ จะทำให้คุณหมอสามารถเห็นภาพต่างๆ ได้ชัดเจน และคมชัดขึ้น จากเดิมที่เคยใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง 2 มิติ จะเห็นเพียงความกว้าง และความยาวของภาพเท่านั้น แต่จะไม่เห็นความลึก จึงทำให้การผ่าตัดที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนหรือต้องผ่าตัดในจุดที่มีความซับซ้อนอาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้
แต่สำหรับการผ่าตัดด้วยกล้อง 3 มิติจะทำให้คุณหมอผู้ผ่าตัดมองเห็นภาพทั้งในมุมกว้าง ยาว และลึก จึงลดปัญหาการผ่าตัดในจุดซับซ้อนและความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นขณะผ่าตัดได้ ซึ่งคุณหมอมือใหม่ที่ไม่คุ้นชินกับการผ่าตัดผ่านกล้อง 2 มิติ เมื่อได้ลองใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติจะทำให้เกิดความชำนาญและเกิดความแม่นยำในการผ่าตัดยิ่งขึ้น รวมทั้งแผลผ่าตัดจะมีขนาดที่เล็กลง ทำให้ระยะเวลาในการผ่าตัดและการพักฟื้นน้อยลงด้วย เพราะคนไข้บางรายเมื่อเข้ารับการผ่าตัดด้วยกล้อง 3 มิติแล้ววันรุ่งขึ้นสามารถกลับไปทำงานหรือดำเนินชีวิตตามปกติได้ทันที และเนื่องจากการผ่าตัดที่ทำให้เกิดแผลขนาดเล็กไม่เกิน 2 เซนติเมตรนั้นจะช่วยลดภาวะของโรคแทรกซ้อนได้เป็นอย่างดี จึงถือว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้มีรายได้แบบรายวัน และเหมาะกับสภาพสังคมไทยซึ่งปัจจุบันนี้รูปแบบของครอบครัวกลายเป็นแบบครอบครัวเดี่ยว ซึ่งแต่ละคนจะมีภาระที่ต้องรับผิดชอบมาก จึงไม่สามารถลาหยุดเพื่อพักฟื้นได้นาน ส่วนค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้ราคาสูงจนเกินไป โดยโรงพยาบาลพญาไทต้องการให้การผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติสามารถเข้าถึงคนได้ทุกระดับชั้น อีกทั้งเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้ถือว่าคุ้มค่า
โรคที่สามารถใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ
สมัยก่อนคนไข้มักเข้าใจผิดว่าการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติมีไว้เพื่อใช้สำหรับผ่าตัดเสริมความงามซึ่งมีไว้เฉพาะบนใบหน้า หรือเหมาะสำหรับผู้ที่รักสวยรักงามเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติสามารถใช้ผ่าตัดได้กับทุกโรค และสามารถใช้ได้กับทุกส่วนในร่างกายของเรา
อย่างไรก็ตามการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติจะเหมาะแก่การผ่าตัดด้านเนื้องอกหรือมะเร็ง โดยเฉพาะเนื้องอกประเภทนารีเวช เนื่องจากการผ่าตัดประเภทนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก เพราะอวัยวะต่างๆ อยู่ใกล้และทับซ้อนกัน นอกจากนี้การผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติยังมีความเหมาะสมกับการผ่าตัดในประเภทที่คนไข้มีพังผืดมาก หากใช้การผ่าตัดแบบธรรมดาหรือการผ่าตัดผ่านกล้อง 2 มิติจะทำให้ไม่สามารถเห็นเนื้องอก หรืออวัยวะใกล้เคียง หรือชั้นของพังผืดได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติแทนจะทำให้เห็นความลึกและความหนาของสิ่งดังกล่าว ทำให้เห็นภาพและทำการผ่าตัดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ข้อจำกัดสำหรับการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ
การผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ ใช่ว่าจะสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ทุกคน เนื่องจากการผ่าตัดในกล้องชนิดนี้มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจจะไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติได้เนื่องจากการผ่าตัดในลักษณะนี้จะต้องมีการเป่าลมเข้าไปในช่องท้องอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งกลุ่มของคนไข้ที่มีความเสี่ยงว่าจะมีการอุดตันของหลอดเลือดได้ง่าย เช่น คนไข้ที่มีประวัติเกี่ยวกับลิ่มเลือดอุดตัน หรือก้อนไขมันอุดตัน ซึ่งเมื่อมีการเป่าลมเข้าไปในช่องท้องจะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงให้ลมหรือแก๊สเข้าไปอุดตันในเส้นเลือดได้
นอกจากนี้ผู้ที่มีเนื้องอกขนาดใหญ่เกิน 24 เซนติเมตร หรือเป็นมะเร็งเกินระยะที่ 2 หรือเป็นมะเร็งมดลูกเกิน 16 สัปดาห์ หรือ 4 เดือนจะไม่สามารถเข้ารับการรักษาผ่านกล้อง 3 มิติได้ เนื่องจากยิ่งก้อนเนื้องอกใหญ่เท่าไร ความยากหรือปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัดก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น รวมทั้งคนไข้ที่เลือดออกง่ายแต่เลือดหยุดยาก และเป็นโรคทางพันธุกรรมก็จะไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามข้อจำกัดดังกล่าวก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความมั่นใจของคุณหมอผู้เข้าทำการรักษาด้วย
การผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติจึงถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เอื้อประโยชน์อย่างมากให้แก่คนทุกระดับที่จะลดอาการบาดเจ็บ ลดเวลาการพักฟื้น ลดภาวะแทรกซ้อน อีกทั้งเพิ่มความสะดวกสบายในการรักษารวมทั้งเพิ่มประโยชน์มากมายต่อตัวคนไข้เอง โดยความเชี่ยวชาญของคุณหมอของโรงพยาบาลพญาไทที่ผ่านการฝึกฝนอบรมมาอย่างยาวนาน จึงช่วยให้ผู้ที่จะเข้ารับการรักษาสามารถไว้วางใจในความปลอดภัยและผลสำเร็จที่จะตามมาได้อย่างแน่นอน
พญ. อรัญญา ยันตพันธ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดส่องกล้องทางนรีเวช
ศูนย์สุขภาพหญิง โรงพยาบาลพญาไท 2
