กรดไหลย้อน โรคไม่ร้ายแรง...แต่ห้ามปล่อยให้เรื้อรัง

Image

แชร์


กรดไหลย้อน โรคไม่ร้ายแรง...แต่ห้ามปล่อยให้เรื้อรัง

กรดไหลย้อน เป็นโรคที่สามารถให้การวินิจฉัยและรักษาได้โดยอาศัยอาการแสดงเป็นหลัก การตรวจเพิ่มจะทำในกรณีที่มีสัญญาณเตือนหรือไม่ตอบสนองการรักษาด้วยยาลดการหลั่งกรด ในขณะที่ พญ.ศุภมาส เชิญอักษร อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทางเดินอาหาร อธิบายเพิ่มเติมว่า..การรักษาที่ควรทำในทุกรายถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพียงแค่คนไข้ปรับพฤติกรรมก็เพียงพอ หรือตอบสนองต่อยารักษา เพราะไม่แน่ว่า..อาการที่เป็นอยู่อาจมีสาเหตุมาจากโรค(ร้าย)อื่นก็ได้!!

ไม่ใช่แค่แสบร้อนยอดอก แต่อาการเหล่านี้ก็เสี่ยง “กรดไหลย้อน”

คนไข้ที่มาพบหมอจะมาด้วยอาการ 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีอาการทางหลอดอาหาร คือมีอาการแสบร้อนยอดอก เรอเปรี้ยว เรอขม หรืออาจมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก แต่ทั้งนี้ต้องทำการตรวจแล้วว่าคนไข้ไม่มีโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจ และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มที่มาด้วยอาการนอกหลอดอาหาร เนื่องจากกรดหรือน้ำย่อยที่ไหลย้อนขึ้นมาจนถึงหลอดอาหารส่วนต้น เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ ทำให้คนไข้มีอาการไอเรื้อรัง หอบหืด เสียงแหบ หรือถ้าหากไหลย้อนขึ้นสูงกว่านี้ก็อาจมีปัญหาเรื่องของฟันผุ กลิ่นปาก คออักเสบเรื้อรัง ไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือเยื่อบุแก้วหูอักเสบได้

สัญญาณอันตรายจากกรดไหลย้อน…ที่คนไข้ควรมาพบแพทย์

กลืนเจ็บ กลืนลำบาก กลืนติด น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ อาเจียนอย่างต่อเนื่อง หรือมีภาวะซีดที่อธิบายด้วยสาเหตุอื่นไม่ได้ อาการเหล่านี้ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่คนไข้ต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม

“กรดไหลย้อน” รุนแรงถึงขั้นกลายเป็น “มะเร็ง” ได้หรือไม่?

โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมีไม่เยอะ ประมาณ 10-15 % ภาวะแทรกซ้อนที่เราเจอบ่อย คือ หลอดอาหารอักเสบ เป็นแผล หลอดอาหารตีบ หรือหากเรื้อรังมากๆ ก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ของหลอดอาหารส่วนปลาย กลายเป็นมะเร็งหลอดอาหาร ซึ่งในครอบครัวคนเอเชียเราพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารน้อยกว่า 1% เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่เมื่อเป็นโรคกรดไหลย้อนแม้อาการจะเป็นเรื้อรังและคุณภาพชีวิตไม่ดี แต่มักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

“ปรับพฤติกรรม” ทางเลือกแรกของการรักษา

เบื้องต้นเราจะแนะนำคนไข้ในเรื่องการปรับพฤติกรรม หากคนไข้มีพฤติกรรมกินเยอะ กินเผ็ดจัด กินรสจัด กินแล้วลงไปอยู่ในท่านอนเร็ว น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย กลุ่มเหล่านี้จะต้องทำการปรับพฤติกรรมทั้งหมด แต่ในคนไข้ที่มีอาการรุนแรงก็จำเป็นต้องได้รับยารักษา หรือถ้าหากกินแล้วไม่ตอบสนองก็อาจต้องตรวจเพิ่มเติม

เมื่อปรับพฤติกรรมไม่เห็นผล…อาจต้องตรวจแบบเจาะลึก

สำหรับการตรวจเพิ่มเติม อันดับแรกเลย คือ การส่องกล้อง เพื่อดูว่ามีหลักฐานของการเป็นกรดไหลย้อน หรือมีภาวะแทรกซ้อนหรือยัง ถ้าในกลุ่มที่มีหลักฐานชัดเจนก็จะดำเนินการรักษาตามกลุ่มที่ตรวจพบ แต่ถ้าหากไม่พบสิ่งผิดปกติแต่มีอาการ อาจสงสัยว่าเป็นการบีบตัวของหลอดอาหารที่ผิดปกติ หรือเป็นโรคอื่นหรือเปล่า หมอก็จะทำการตรวจด้วยเครื่อง Manometry และอาจมีการตรวจภาวะกรดไหลย้อน 24 hours เพื่อให้แน่ใจว่าใช่กรดไหลย้อนหรือไม่

 

พญ. ศุภมาส เชิญอักษร
อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหาร
ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...