โรคลมชัก โรคอันตรายที่สามารถคร่าชีวิตได้ในชั่ววูบ ทางสถาบันประสาทวิทยาได้เก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคลมชักในประเทศไทยพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักในสัดส่วน 7 คน ต่อ 1,000 คน มีผู้ป่วยโรคลมชักที่ยังคงขับรถอยู่มากถึงร้อยละ 57 ในจำนวนนี้ร้อยละ 30 เกิดอาการชักและทำให้เกิดอุบัติเหตุ และร้อยละ 13 จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดถือใบขับขี่แบบตลอดชีพ หมายความว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไม่มีการไปต่ออายุใบขับขี่ และไม่ต้องไปตรวจสุขภาพเพื่อนำใบรับรองแพทย์ไปประกอบอีกด้วย ที่น่าตกใจไปมากกว่านั้นคือร้อยละ 2 เป็นผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ หากวันใดที่ผู้ป่วยเหล่านั้นเกิดอาการกำเริบขึ้นมาขณะขับรถ อาจจะส่งผลกระทบก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อผู้คนรอบข้างที่ร่วมใช้ท้องถนนได้
โรคลมชัก…มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง?
โรคลมชักเกิดมาจากความผิดปกติของเซลล์สมอง ซึ่งอาจเกิดได้จากความผิดปกติของพันธุกรรมและพฤติกรรมของผู้ป่วย โดยจะแสดงอาการได้ทั้งรูปแบบของการชัก เกร็ง กระตุก หมดสติ เหม่อลอย หรือนิ่งเฉยไปเลยก็ได้ อาการที่กล่าวข้างต้น หากเกิดอาการกำเริบขณะที่ผู้ป่วยนั้นกำลังขับขี่ยานพาหนะอยู่บนท้องถนน ถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะเวลาที่แสดงอาการจะไม่สามารถควบคุมร่างกายตนเองได้
รู้หรือไม่? โรคลมชักกับลมบ้าหมู…ไม่ใช่โรคเดียวกันนะ
คนส่วนใหญ่อาจยังมีความเข้าใจที่ผิด คิดว่าโรคลมชักคือลมบ้าหมู เพราะมีอาการชักเกร็ง กระตุก เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วสองโรคนี้ไม่ใช่โรคเดียวกัน เพียงแต่ “ลมบ้าหมู” เป็นแค่ส่วนหนึ่งของโรคลมชักที่มีอาการที่คล้ายคลึงกันนั่นเอง
การควบคุมอาการโรคลมชัก
การควบคุมอาการของผู้ป่วยโรคลมชักต้องมีการทานยาอย่างต่อเนื่องจนหายขาดอย่างน้อย 1 ปี จึงสามารถไปขอรับใบอนุญาตหรือใบขับขี่ได้ โดยผู้ป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอและงดการดื่มสุรา
วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อพบผู้ป่วยลมชัก
หากพบผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักมีอาการกำเริบขึ้นมา วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น คือควรปล่อยให้ชักเกร็งโดยอิสระ ไม่งัด ไม่ง้าง ไม่ถ่าง ไม่กด ไม่ทั้งหมด ชักหยุดเอง เพราะอาจจะทำให้ฟันหลุดหรือสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในหลอดลมได้ ซึ่งอาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้นั้นเอง
“อย่างไรก็ตามโรคลมชักเป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรให้ความใส่ใจ เนื่องจากเมื่ออาการกำเริบในขณะที่ผู้ป่วยกำลังอยู่บนท้องถนนอาจส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยและผู้คนรอบข้างได้ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักจะไม่สามารถขับขี่ยานพาหนะได้ โดยจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อควบคุมอาการจนหายขาด”
นพ. ทินนกร ยาดี
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท
ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 2
