ฉีดยาเข้าวุ้นตา รักษาโรคจอตาได้หลายอาการ

Image

แชร์


ฉีดยาเข้าวุ้นตา รักษาโรคจอตาได้หลายอาการ

การฉีดยาเข้าวุ้นตา คือ การฉีดยาในกลุ่มที่มีชื่อว่า anti-VEGF เข้าไปภายในวุ้นตา ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคทางจอตาหลายโรค ได้แก่ โรคจอตาเสื่อมชนิดเปียก จุดภาพชัดบวมจากเบาหวาน จุดภาพชัดบวมจากหลอดเลือดดำที่จอตาอุดตันและภาวะเส้นเลือดตางอกใหม่ที่ผิดปกติ

การเตรียมตัวก่อนได้รับการฉีดยาเข้าวุ้นตา

  1. ผู้เข้ารับการรักษา สามารถปฏิบัติตัวได้ตามปกติ โดยเฉพาะการรับประทานยาที่ทานอยู่เป็นประจำ เช่น ยาลดความดัน ยาละลายลิ่มเลือด โดยไม่ควรหยุดยา
  2. ควรนำยาที่ท่านทานอยู่มาด้วย ในวันที่มาฉีดยาเข้าวุ้นตา
  3. ควรแจ้งแพทย์และเจ้าหน้าที่พยาบาลให้ทราบก่อน หากท่านมีอาการต่อไปนี้ เช่น มีขี้ตา หรือตาแดง มีไข้ ไอ เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
  4. พยาบาลจะทำการวัดความดันโลหิต อุณหภูมิร่างกาย ชีพจร อัตราการหายใจ ระดับการมองเห็นและความดันตา ก่อนฉีดยา

ขั้นตอนการฉีดยาเข้าวุ้นตา

  1. หยอดยาชาให้ผู้ป่วย รวมถึงยาฆ่าเชื้อ povidone iodine
  2. ทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาด้วย povidone iodine
  3. คลุมหน้าด้วยผ้าพิเศษและใช้เครื่องมือช่วยยึดเปลือกตาไว้เพื่อเปิดเปลือกตา
  4. ฉีดยาเข้าวุ้นตาโดยฉีดผ่านบริเวณตาขาว
  5. หลังจากการฉีดยา อาจมีการประเมินการมองเห็น และภาวะแทรกซ้อนอีกครั้งหนึ่ง

การปฏิบัติตัวหลังการฉีดยาเข้าวุ้นตา

  1. หลีกเลี่ยงการขยี้ตา ป้องกันไม่ให้น้ำหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าตาข้างที่ฉีดยา ทำความสะอาดใบหน้าโดยใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดหน้าแทนการล้างหน้า สามารถอาบน้ำและแปรงฟันได้ตามปกติ แต่ต้องระวังไม่ให้น้ำกระเด็นเข้าตาเป็นเวลา 3-5 วันตามที่แพทย์แนะนำ
  2. หากมีอาการปวดตา ให้รับประทานยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด โดยควรรับประทานห่างกันประมาณ 4-6 ชั่วโมง หากท่านรับประทานยาพาราเซตามอลไปแล้วประมาณ 2 ครั้ง แล้วอาการปวดไม่ทุเลา หรือมีอาการปวดร้าวมาที่ท้ายทอย คลื่นไส้ หรืออาเจียน ให้รีบมาพบแพทย์ทันที
  3. หลังฉีดยาเข้าวุ้นตาอาจเกิดอาการแทรกซ้อนเหล่านี้ได้ คือ
    • มองเห็นจุดสีดำ หรือฟองอากาศลักษณะกลมลอยไปมาในลานสายตาข้างที่ฉีดยา ซึ่งสามารถหายเองได้ภายใน 2-3 วัน
    • เลือดออกที่เยื่อบุตาขาว ซึ่งสามารถหายได้เองภายใน 7-10 วัน
  4. ให้รีบมาพบแพทย์ทันที หากท่านสังเกตเห็นว่าตาข้างที่ได้รับการฉีดยา มีขี้ตาสีเขียว บวมแดง ปวดตามาก การมองเห็นแย่ลงกว่าก่อนฉีดยา หรือมีอาการแพ้แสง
  5. ควรมาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง เพื่อติดตามผลการรักษา

ผู้ป่วยที่ควรระมัดระวังในการใช้ยา anti-VEGF

  • ผู้ป่วยที่มีประวัติ Stroke (โรคหลอดเลือดสมอง) หรือTIA (Transient Ischemic Attack) ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว
  • ผู้ที่มีระดับความเสี่ยงสูง (High Risk) จากการประเมินด้วย Stroke Score Card ของ National Stroke Association
  • ผู้ป่วยที่มีระดับความเสี่ยงอื่นๆ ควรได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ยาก่อนเริ่มต้นการรักษา

แชร์


Loading...