การฉีดยาเข้าวุ้นตา คือ การฉีดยาในกลุ่มที่มีชื่อว่า anti-VEGF เข้าไปภายในวุ้นตา ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคทางจอตาหลายโรค ได้แก่ โรคจอตาเสื่อมชนิดเปียก จุดภาพชัดบวมจากเบาหวาน จุดภาพชัดบวมจากหลอดเลือดดำที่จอตาอุดตันและภาวะเส้นเลือดตางอกใหม่ที่ผิดปกติ
การเตรียมตัวก่อนได้รับการฉีดยาเข้าวุ้นตา
- ผู้เข้ารับการรักษา สามารถปฏิบัติตัวได้ตามปกติ โดยเฉพาะการรับประทานยาที่ทานอยู่เป็นประจำ เช่น ยาลดความดัน ยาละลายลิ่มเลือด โดยไม่ควรหยุดยา
- ควรนำยาที่ท่านทานอยู่มาด้วย ในวันที่มาฉีดยาเข้าวุ้นตา
- ควรแจ้งแพทย์และเจ้าหน้าที่พยาบาลให้ทราบก่อน หากท่านมีอาการต่อไปนี้ เช่น มีขี้ตา หรือตาแดง มีไข้ ไอ เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
- พยาบาลจะทำการวัดความดันโลหิต อุณหภูมิร่างกาย ชีพจร อัตราการหายใจ ระดับการมองเห็นและความดันตา ก่อนฉีดยา
ขั้นตอนการฉีดยาเข้าวุ้นตา
- หยอดยาชาให้ผู้ป่วย รวมถึงยาฆ่าเชื้อ povidone iodine
- ทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาด้วย povidone iodine
- คลุมหน้าด้วยผ้าพิเศษและใช้เครื่องมือช่วยยึดเปลือกตาไว้เพื่อเปิดเปลือกตา
- ฉีดยาเข้าวุ้นตาโดยฉีดผ่านบริเวณตาขาว
- หลังจากการฉีดยา อาจมีการประเมินการมองเห็น และภาวะแทรกซ้อนอีกครั้งหนึ่ง
การปฏิบัติตัวหลังการฉีดยาเข้าวุ้นตา
- หลีกเลี่ยงการขยี้ตา ป้องกันไม่ให้น้ำหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าตาข้างที่ฉีดยา ทำความสะอาดใบหน้าโดยใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดหน้าแทนการล้างหน้า สามารถอาบน้ำและแปรงฟันได้ตามปกติ แต่ต้องระวังไม่ให้น้ำกระเด็นเข้าตาเป็นเวลา 3-5 วันตามที่แพทย์แนะนำ
- หากมีอาการปวดตา ให้รับประทานยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด โดยควรรับประทานห่างกันประมาณ 4-6 ชั่วโมง หากท่านรับประทานยาพาราเซตามอลไปแล้วประมาณ 2 ครั้ง แล้วอาการปวดไม่ทุเลา หรือมีอาการปวดร้าวมาที่ท้ายทอย คลื่นไส้ หรืออาเจียน ให้รีบมาพบแพทย์ทันที
- หลังฉีดยาเข้าวุ้นตาอาจเกิดอาการแทรกซ้อนเหล่านี้ได้ คือ
- มองเห็นจุดสีดำ หรือฟองอากาศลักษณะกลมลอยไปมาในลานสายตาข้างที่ฉีดยา ซึ่งสามารถหายเองได้ภายใน 2-3 วัน
- เลือดออกที่เยื่อบุตาขาว ซึ่งสามารถหายได้เองภายใน 7-10 วัน
- ให้รีบมาพบแพทย์ทันที หากท่านสังเกตเห็นว่าตาข้างที่ได้รับการฉีดยา มีขี้ตาสีเขียว บวมแดง ปวดตามาก การมองเห็นแย่ลงกว่าก่อนฉีดยา หรือมีอาการแพ้แสง
- ควรมาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง เพื่อติดตามผลการรักษา
ผู้ป่วยที่ควรระมัดระวังในการใช้ยา anti-VEGF
- ผู้ป่วยที่มีประวัติ Stroke (โรคหลอดเลือดสมอง) หรือTIA (Transient Ischemic Attack) ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว
- ผู้ที่มีระดับความเสี่ยงสูง (High Risk) จากการประเมินด้วย Stroke Score Card ของ National Stroke Association
- ผู้ป่วยที่มีระดับความเสี่ยงอื่นๆ ควรได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ยาก่อนเริ่มต้นการรักษา
