เปลี่ยนข้อสะโพกเทียม...เหมือนได้สะโพกใหม่ ให้ผู้สูงวัยเดินได้อีกครั้ง

Image

แชร์


เปลี่ยนข้อสะโพกเทียม...เหมือนได้สะโพกใหม่ ให้ผู้สูงวัยเดินได้อีกครั้ง
ผู้สูงวัยที่กำลังจะเผชิญปัญหาข้อสะโพกเสื่อม และต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ถ้าคิดว่าการผ่าตัดสะโพกเป็นเรื่องใหญ่ และใช้เวลายาวนานกว่าจะหาย…ลองมาทำความรู้จักนวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมกัน แล้วจะรู้ว่าการได้ข้อสะโพกใหม่ ในการผ่าตัดที่รวดเร็ว ฟื้นตัวไว และเดินได้อีกครั้งในเวลาไม่นานเกินรอนั้นเป็นยังไง

นวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เป็นยังไง?

โดยปกติการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมแบบมาตรฐานจะใช้วิธีการผ่าตัดที่ตัดกล้ามเนื้อ เสียเลือดมาก และคนไข้มีอาการเจ็บปวดทรมานหลังผ่าตัด แต่นวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมนี้ เป็นวิธีการผ่าตัดที่ไม่ตัดกล้ามเนื้อ ทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย ไม่เสียเลือด แผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น คนไข้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด คนไข้ไม่ปวดทรมานจากแผลผ่าตัด

การแทนที่สะโพกจริงด้วยสะโพกเทียม คือ…

หัวกระดูกสะโพกที่เสียหายจะถูกเอาออก และแทนที่ด้วยก้านโลหะซึ่งนำไปวางตรงกลางเบ้าของข้อสะโพก มีทั้งแบบ Cemented หรือ press fit ส่วนโลหะหรือ Ceramic ball จะถูกวางแทนในส่วนของหัวกระดูกสะโพกที่เอาออกไป และผิวกระดูกอ่อนของเบ้า (Acetabulum) จะถูกแทนที่ด้วย เบ้าโลหะ ส่วนของพลาสติก เซรามิค หรือ Metal spacer จะถูกใส่อยู่ระหว่างหัวสะโพกอันใหม่กับเบ้า เพื่อให้ผิวข้อลื่น หมุนได้สะดวก

ขั้นตอนการเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

  • ใช้เวลาผ่าตัด 2-3 ชั่วโมง: ศัลยแพทย์จะตัดกระดูกอ่อน และกระดูกส่วนที่เสียหายออก และใส่วัสดุข้อสะโพกเทียมเข้าไปแทนตามแนวกระดูกและโครงสร้างของสะโพกอย่างแม่นยำ
  • หลังผ่าตัด 4-6 ชั่วโมง: สามารถย้ายไปพักฟื้นที่ห้องพักได้
  • หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมง: คนไข้ไม่มีอาการปวดแผล ไม่ต้องให้เลือด เพราะไม่มีการเสียเลือดจากการผ่าตัด สามารถเดินได้เองโดยใช้เครื่องช่วยพยุง และไม้เท้า
  • พักฟื้นในโรงพยาบาล 4 – 7 วัน: คือเวลาโดยเฉลี่ยของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
  • หลังผ่าตัด 6 สัปดาห์: สามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง
  • หลังผ่าตัด 8 สัปดาห์: ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถกลับไปขับรถได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์ก่อน
  • หลังผ่าตัด 12 สัปดาห์: สามารถเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ แต่จะเร็วหรือช้ากว่านี้นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย

แชร์


Loading...
Loading...