จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะจัดว่าเป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยในประเทศ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Bladder Cancer)
พบว่าการสูบบุหรี่ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นราว 3-4 เท่า เพราะสารพิษในควันบุหรี่จะทำให้เกิดความเสียหายและเกิดการอักเสบในเนื้อเยื่อกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีผลต่อการแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติ นอกจากนี้ การสัมผัสกับสารเคมีบางอย่าง เช่น อะโรมาติกเอมีน (Aromatic amines) ในอุตสาหกรรมผลิตสี พลาสติก ยาง โลหะ หรือปิโตรเคมีบ่อยๆ การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส รวมถึงปรสิต เช่น พยาธิใบไม้เลือด (Schistosomiasis) และปัจจัยทางพันธุกรรม ก็เป็นปัจจัยร่วมที่ไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค
ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ไม่มีการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนในการเพิ่มความเสี่ยง แต่ก็ควรระวัง เช่น การได้รับสารหนู (Arsenic) ซึ่งมักปนเปื้อนในน้ำดื่มจากการทำการเกษตร การได้รับรังสีในบริเวณอุ้งเชิงกรานจากการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากหรือมะเร็งทางนรีเวช และการใช้ยาเคมีบำบัดบางชนิด
อาการของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
อาการของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะจะขึ้นอยู่กับระยะของโรค แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือ มีปัสสาวะปนเลือด (Hematuria) แบบที่ไม่มีอาการเจ็บปวด โดยอาจเห็นเลือดในปัสสาวะได้ด้วยตาเปล่า หรือพบเม็ดเลือดแดงจากการตรวจปัสสาวะ ผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการปัสสาวะบ่อย รู้สึกปวดบริเวณท้องน้อยหรือปลายท่อปัสสาวะขณะเบ่งปัสสาวะ ทั้งนี้ หากมะเร็งลุกลามลึกไปที่ชั้นกล้ามเนื้ออาจมีอาการปวดท้องน้อยแม้ไม่ได้ปัสสาวะ ปวดหลังบริเวณบั้นเอวหรือข้างลำตัวจากการที่ก้อนมะเร็งไปกดทับท่อไต มีภาวะไตวายให้เห็น เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะน้อยลง กรณีมะเร็งลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองและกระดูก ผู้ป่วยจะปวดบริเวณเชิงกรานและหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง ขาบวม น้ำหนักลด อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
การตรวจและวินิจฉัยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะมักต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะสอบถามอาการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการปัสสาวะ และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หากพบว่าน่าสงสัยอาจต้องตรวจหาความผิดปกติในช่องท้องหรืออุ้งเชิงกรานเพิ่มเติม
- ตรวจปัสสาวะ เช่น ตรวจเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ และตรวจหาเซลล์มะเร็งจากปัสสาวะด้วยกล้องจุลทรรศน์ (urine cytology)
- ตรวจกระเพาะปัสสาวะด้วยการส่องกล้อง (cystoscopy) เพื่อหาความผิดปกติของเยื่อบุภายในกระเพาะปัสสาวะ และทำการตัดชิ้นเนื้อที่น่าสงสัยส่งตรวจในห้องปฏิบัติการว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ และเป็นชนิดใด
- การตรวจอัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อค้นหาก้อนเนื้อหรือลักษณะการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะรอบข้าง
การรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
โดยทั่วไปการรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ จะแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ตามอาการและระยะของโรค ดังนี้
- การรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะประเภทไม่ลุกลามเข้ากล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ (non-muscle invasive bladder cancer : NMIBC )
คือกรณีที่เซลล์มะเร็งยังอยู่เพียงบริเวณเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ แพทย์จะใช้เครื่องมือเล็กๆ สอดเข้าไปทางท่อปัสสาวะแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าจี้ทำลายก้อนมะเร็ง และนำชิ้นเนื้อส่งตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินว่ามะเร็งได้ลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ โดยหลังผ่าตัดจะมีการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดหรือเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและจำนวนก้อนที่พบ จากนั้นจะเฝ้าระวังด้วยการตรวจส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ (cystoscopy) ทุก 3-6 เดือน ในช่วง 2-3 ปีแรกหลังผ่าตัด
2. การรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะประเภทลุกลามเข้ากล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ (Muscle invasive bladder cancer : MIBC)
หากมะเร็งลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ เยื่อหุ้มชั้นนอก ชั้นไขมันรอบกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงอวัยวะข้างเคียง การรักษาจะค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งหนึ่งในวิธีหลักคือการผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด รวมถึงต้องพิจารณาตัดท่อไตส่วนปลาย ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน ต่อมลูกหมากและถุงพักน้ำอสุจิในผู้ชาย ส่วนในผู้หญิงอาจต้องตัดมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ และช่องคลอดบางส่วนออกด้วย โดยเมื่อตัดกระเพาะปัสสาวะออกแล้ว แพทย์จะนำลำไส้มาสร้างเป็นกระเพาะปัสสาวะทดแทน
หลังจากคนไข้ได้รับการผ่าตัดแล้ว จะมีการใช้รังสีรักษาและเคมีบำบัดเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ หรือใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัด รวมถึงอาจใช้การรักษาด้วยการฉายรังสี และการฉีดยาเคมีบำบัดกรณีที่มะเร็งแพร่กระจายเข้าไปในกระแสเลือดแล้ว
กรณีที่คนไข้ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ได้เนื่องจากไม่แข็งแรงหรือมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วยมาก แพทย์อาจให้เคมีบำบัดเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็งให้เล็กลงเสียก่อน จึงพิจารณาถึงการผ่าตัดหรือเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือแม้อายุยังไม่มาก แต่มีประวัติการสูบบุหรี่และสัมผัสสารเคมีเป็นประจำ รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หรือหากมีอาการที่น่าสงสัย การพบแพทย์เพื่อปรึกษาหรือตรวจร่างกายอย่างละเอียดจะช่วยให้เกิดการวินิจฉัยและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ทั้งยังเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการปล่อยให้โรคลุกลามไปมากแล้วจึงรักษา
