โรคข้ออักเสบเรื้อรังในเด็ก (JIA) คืออะไร อาการ สาเหตุ วิธีรักษาที่พ่อแม่ต้องรู้

Image

แชร์


โรคข้ออักเสบเรื้อรังในเด็ก (JIA) คืออะไร อาการ สาเหตุ วิธีรักษาที่พ่อแม่ต้องรู้

ทำความรู้จักโรคข้ออักเสบเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุในเด็ก หรือ JIA 

โรคข้ออักเสบเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุในเด็ก (Juvenile Idiopathic Arthritis : JIA) เป็นโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อในเด็ก โดยต้องมีอาการอักเสบต่อเนื่อง นานเกิน สัปดาห์ และเริ่มมีอาการก่อนอายุ 16 ปี จุดสำคัญคือ “ไม่สามารถหาสาเหตุอื่นที่แน่ชัด” เช่น การติดเชื้อ โรคมะเร็ง หรือโรคแพ้ภูมิตนเองอื่น ๆ มาอธิบายได้ 

 

แม้ชื่อโรคจะดูซับซ้อน แต่สิ่งที่ผู้ปกครองควรรู้คือ JIA เป็นหนึ่งในโรคข้อที่สำคัญในวัยเด็ก เพราะอาจส่งผลทั้งต่อสุขภาพร่างกาย การเจริญเติบโต และพัฒนาการด้านต่าง ๆ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม 

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง 

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากปัจจัยดังนี้ 

  1. พันธุกรรม เด็กอาจมีพันธุกรรมบางอย่างที่เสี่ยงต่อการที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และไปทำลายข้อ และอวัยวะอื่น ๆ 
  2. สิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม เช่น การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิด อาจกระตุ้นให้เกิดโรคในเด็กที่มีพันธุกรรมที่เสี่ยง 

 

ถึงแม้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจน แต่เข้าใจได้ว่า JIA ไม่ได้เกิดจากการใช้งานข้อหนักเกินไป หรือการบาดเจ็บ แต่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำงานมากผิดปกติ และไปทำลายข้อ และอวัยวะอื่น ๆ 

 

อาการที่ควรสังเกต 

  • ข้อบวม แดง ร้อน เจ็บ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน 
  • ข้อฝืดหรือติดตอนเช้า เด็กอาจบอกว่า เดินไม่ถนัด” หรือ ลุกจากเตียงยาก 
  • อาการทั่วไป เช่น มีไข้ต่ำ ๆ ต่อเนื่อง เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด 
  • ผื่นผิวหนัง โดยเฉพาะในกลุ่ม systemic JIA ที่อาจมีไข้สูงร่วมด้วย 
  • การเจริญเติบโตผิดปกติ เด็กอาจสูงช้ากว่าปกติ หรือกระดูกยาวข้างที่อักเสบเติบโตไม่สมดุล 

 

ประเภท และลักษณะสำคัญของโรค 

โรคข้ออักเสบเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุในเด็ก (Juvenile Idiopathic Arthritis: JIAมีการจำแนกเป็นหลายประเภท ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมได้ โดยองค์การต่าง ๆ เช่น American College of Rheumatology (ACR) และ International League of Associations for Rheumatology (ILAR) ใช้เกณฑ์ที่ใกล้เคียงกัน สรุปได้ดังนี้ 

 

1. Oligoarticular JIA 

  • ลักษณะเด่น ข้ออักเสบไม่เกิน ข้อใน เดือนแรก มักมีอาการอักเสบของข้อใหญ่ เช่น เข่า ข้อเท้า  
  • ภาวะแทรกซ้อนสำคัญ เสี่ยงต่อการเกิด ภาวะอักเสบของม่านตา (uveitis) แบบไม่แสดงอาการ ทำให้ต้องตรวจตาสม่ำเสมอ 

 

2. Polyarticular JIA 

  • ลักษณะเด่น  อักเสบตั้งแต่ ข้อขึ้นไปในช่วง เดือนแรก อาจเป็นทั้งข้อใหญ่และข้อเล็ก ข้อที่พบบ่อยคือ ข้อมือ ข้อเล็ก ๆ ของมือ ข้อเข่า 
  • ชนิดย่อย 
  • RF-positive : แต่มักมีอาการรุนแรง ใกล้เคียงโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในผู้ใหญ่ 
  • RF-negative : อาการอาจไม่รุนแรงเท่า แต่ยังต้องติดตามระยะยาว 

 

3. Systemic JIA เป็น 1 ใน 2 ชนิด ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย 

  • ลักษณะเด่น : นอกจากข้ออักเสบแล้ว ยังมีอาการหลายระบบ เช่น ไข้สูงแบบเป็น ๆ หาย ๆ ผื่นสีชมพูจางที่ขึ้นพร้อมกับไข้ ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลืองโต 
  • ภาวะแทรกซ้อนสำคัญ เสี่ยงเกิดภาวะ Macrophage Activation Syndrome (MAS) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ต้องได้รับการดูแลเร่งด่วน เนื่องจากหากวินิจฉัยล่าช้าอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 

 

4. Enthesitis-related JIA เป็น 1 ใน 2 ชนิด ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย 

  • ลักษณะเด่น มีการอักเสบของ จุดเกาะเส้นเอ็นและพังผืดที่เกาะบริเวณกระดูก เช่น บริเวณส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย สะโพก มักเกิดใน เด็กผู้ชายอายุ > 6 ปี มักพบในพันธุกรรม HLA-B27 มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคที่สัมพันธ์กับ HLA-B27 เช่น โรคหลังแข็ง โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น 

 

5. Psoriatic JIA 

  • ลักษณะเด่น มีสะเก็ดเงินที่ผิวหนัง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคสะเก็ดเงิน อาจมี เล็บผิดปกติ (pitting nails) ร่วมด้วย การอักเสบของข้ออาจเป็นทั้งข้อเล็กและข้อใหญ่ 

 

6. Undifferentiated JIA 

  • คือกลุ่มที่ ไม่เข้ากับเกณฑ์ชัดเจนของชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือ มีคุณสมบัติทับซ้อนของหลายกลุ่ม เช่น มีทั้งอาการคล้าย oligoarticular และ psoriatic 

 

แนวทางการรักษา 

วัตถุประสงค์หลักของการรักษาคือ ลดการอักเสบ ป้องกันการทำลายข้อ และช่วยให้เด็กใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติมากที่สุด วิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของ JIA ซึ่งประกอบด้วย 

 

  1. ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบของข้อ 
  2. ยาควบคุมภูมิคุ้มกัน (DMARDs) เช่น Methotrexate 
  3. ยาชีววัตถุ (Biologics) ใช้ในรายที่ดื้อต่อการรักษาอื่น 
  4. สเตียรอยด์ อาจใช้ในบางกรณี เพื่อควบคุมการอักเสบอย่างรวดเร็ว แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลแพทย์อย่างใกล้ชิด 
  5. กายภาพบำบัดและการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อป้องกันข้อยึดติด และช่วยให้ข้อแข็งแรง 
  6. การดูแลแบบองค์รวม ทั้งด้านโภชนาการ การสนับสนุนด้านจิตใจ และการดูแลการเรียนรู้ของเด็ก 

 

การดูแลระยะยาวและภาวะแทรกซ้อน 

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจเกิดผลกระทบระยะยาว เช่น 

  • ข้อเสียรูปหรือพิการ 
  • กระดูกและกล้ามเนื้อเจริญเติบโตผิดปกติ 
  • การอักเสบของดวงตา (uveitis) ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้ถ้าไม่ได้ตรวจพบเร็ว 
  • คุณภาพชีวิตลดลง เนื่องจากปวดข้อและเคลื่อนไหวลำบาก 

 

การติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อปรับการรักษาให้เหมาะสมและป้องกันภาวะแทรกซ้อน 

 

โรคข้ออักเสบเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุในเด็ก (JIA) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ข้อเกิดการอักเสบต่อเนื่อง แม้ยังไม่มีวิธีป้องกันเฉพาะ แต่หากผู้ปกครองสังเกตพบว่าลูกมีอาการข้อบวม เจ็บ หรือเคลื่อนไหวข้อได้ไม่ปกติ ควรพามาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ การรักษาที่ถูกต้อง และต่อเนื่องจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการ การเรียนรู้ และการใช้ชีวิตใกล้เคียงเด็กปกติมากที่สุด 

Loading...

แชร์


Loading...