นอนกรนอันตราย! ต้องตรวจวินิจฉัยเพื่อเลือกวิธีรักษาให้เหมาะสม
อาการนอนกรนเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่การนอนกรนจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสาเหตุ แต่ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด การนอนกรนก็ส่งผลต่อคุณภาพการนอน โดยอาจทำให้รู้สึกง่วงนอน และเหนื่อยล้าในตอนกลางวัน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงจากการขาดสมาธิ สมองไม่แล่น ความจำแย่ลง ที่สำคัญ การกรนเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น การเป็นโรคเบาหวาน และระบบภูมิคุ้มกันที่แย่ลง สำหรับคนที่มีคู่หรือเพื่อนร่วมห้อง การกรนก็อาจไปรบกวนการนอนของคนที่นอนห้องเดียวกัน ทำให้เกิดความหงุดหงิดและความเครียด จนอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ได้ การปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจ วินิจฉัย และพิจารณาเลือกวิธีรักษาเพื่อแก้อาการนอนกรนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
ในปัจจุบัน การรักษาอาการนอนกรนจะมีการตรวจวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง มีการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดเพื่อความยั่งยืน คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วย และช่วยป้องกันความเสี่ยงจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับและโรคแทรกซ้อนอื่นๆ การตัดสินใจเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจ วินิจฉัย หรือแม้แต่การเข้ามาขอคำปรึกษา จะทำให้ผู้ป่วยทราบถึงทางเลือกในการตรวจและการรักษาที่ตอบโจทย์ความต้องการทุกแง่มุม ซึ่งนอกเหนือจากความคุ้มค่าที่ได้รับ ยังมีความปลอดภัย ไม่เสี่ยงอันตรายจากการรักษาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องจากการบอกต่อๆ กันมา หรือการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่ได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ ซึ่งอาจทำให้เสียทั้งสุขภาพ และค่าใช้จ่ายในการรักษาผลข้างเคียงที่ตามมาอีกมากก็เป็นได้
ทำไมคนอ้วนถึงกรนมากกว่าคนผอม ผู้ชายกรนมากกว่าผู้หญิง?
มีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้คนที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือคนอ้วนกรนมากกว่าคนที่น้ำหนักตัวน้อยหรืออยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เช่น
- มีไขมันส่วนเกินที่คอมาก จึงไปเพิ่มโอกาสในการกด ปิดขวาง หรือลดขนาดทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอุดกั้นหรือไปลดขนาดของทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของลิ้นไก่และเพดานอ่อนมากขึ้น
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) โดยผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากจะมีโอกาสเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจมากขึ้น ทำให้หายใจไม่ออกเป็นช่วงๆ ซึ่งการกรนเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะนี้
ส่วนปัจจัยที่ทำให้ผู้ชายกรนมากกว่าผู้หญิงจะเกิดจาก
- ปัจจัยด้านฮอร์โมน เพราะฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน (Testosterone) จะส่งผลต่อความตึงตัวของกล้ามเนื้อและขนาดของทางเดินหายใจในลำคอ โดยผู้ชายมักมีทางเดินหายใจที่ใหญ่กว่าและกล้ามเนื้อที่ในลำคอที่ผ่อนคลายมากกว่า ในขณะที่ผู้หญิงจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่ช่วยรักษาความตึงตัวของกล้ามเนื้อในทางเดินหายใจได้ดีกว่า แต่เมื่อระดับฮอร์โมนลดลงในวัยหมดประจำเดือน แนวโน้มในการกรนและมีความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับก็จะเพิ่มขึ้น
- การมีไขมันบริเวณลำคอที่มากกว่า ที่โดยธรรมชาติของผู้ชายจะมีการสะสมไขมันที่ส่วนบน รวมถึงรอบคอมากกว่าในผู้หญิง จึงมีแนวโน้มที่จะกรนได้มากกว่าและรุนแรงกว่า
การกรนส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรในระยะยาว ?
อาการกรนเรื้อรังจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวหลายอย่าง โดยเฉพาะเมื่อการกรนเกี่ยวข้องกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ดังตัวอย่างต่อไปนี้
- การหยุดหายใจซ้ำๆ และการขาดออกซิเจนในระหว่างนอนหลับจะส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยไปเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงการทำงานของระบบเผาผลาญ ทำให้อ้วนง่าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้ด้วย
- การกรนจะไปรบกวนวงจรการนอนหลับ ทำให้เกิดอาการง่วงกลางวัน เพลีย ล้า และสมาธิแย่ลง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะขณะขับรถหรือใช้เครื่องจักรในการทำงาน ทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น มีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลได้
เสียงกรนที่รบกวนการนอนหลับของคู่ชีวิตหรือสมาชิกในครอบครัว มักก่อให้เกิดความเครียดและกระทบต่อด้านความสัมพันธ์ ซึ่งมีสถิติที่แสดงให้เห็นว่าการกรนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คู่สมรสบางคู่ต้องแยกกันนอน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่การหย่าร้างได้
การตรวจวินิจฉัยภาวะการนอนกรน
เพราะการกรนเกิดได้จากหลายสาเหตุ การจะตรวจวินิจฉัยอาการนอนกรนด้วยวิธีใดนั้น แพทย์จึงพิจารณาจากความรุนแรง อาการร่วม ปัจจัยเสี่ยง และความพร้อมของผู้เข้ารับการตรวจหรือทดสอบ ซึ่งอาจใช้วิธีการเหล่านี้ร่วมกัน
- ซักประวัติ โดยแพทย์ หรืออาจใช้แบบสอบถาม Epworth Sleepiness Scale และ Pittsburgh Sleep Quality Index เพื่อประเมินรูปแบบการนอน การกรน ความง่วงในช่วงกลางวัน การหายใจสะดุดหรือหยุดหายใจขณะหลับ ผลกระทบของการกรนต่อคุณภาพชีวิต และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจร่างกาย เพื่อหาความผิดปกติ เช่น ต่อมทอนซิลโต กระดูกกั้นจมูกคด เพดานอ่อนที่หย่อนกว่าปกติ อาจส่องกล้องลำคอและทางเดินหายใจทางจมูก (Flexible Nasolaryngoscopy) เพื่อสำรวจการอุดตันหรือปัญหาที่เกี่ยวข้อง
- การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography : PSG) เพื่อตรวจการหายใจ การทำงานของสมอง การเคลื่อนไหวของดวงตา การเต้นของหัวใจ การไหลของอากาศ ระดับออกซิเจนในเลือด และอื่นๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้มาตรฐานในการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) และโรคที่เกี่ยวกับการนอนหลับ
- การตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home Sleep Apnea Testing : HSAT) โดยใช้อุปกรณ์พกพาที่สามารถติดตามการไหลของอากาศ รูปแบบการหายใจ และระดับออกซิเจนในเลือด ซึ่งสะดวกกว่า แต่อาจให้รายละเอียดน้อยกว่าการตรวจการนอนหลับที่โรงพยาบาลที่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูสัญญาณ
- การตรวจด้วยอุปกรณ์สวมใส่ขณะนอน (Wearable device) ด้วยการสวมอุปกรณ์วัดระดับออกซิเจนไว้ตลอดคืน เพื่อวัดระดับออกซิเจนในเลือดและตรวจจับช่วงเวลาที่ระดับออกซิเจนลดลง ซึ่งอาจจะใช้คัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับเบื้องต้นได้
การรักษาอาการนอนกรนในปัจจุบันมีกี่วิธี
การรักษาอาการนอนกรน มีตั้งแต่การปรับพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิต การผ่าตัด หรือการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยในการเปิดช่องทางเดินหายใจ แต่การเลือกวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) และวิธีการรักษาแบบต่างๆ
ตัวอย่างการรักษาการนอนกรนด้วยวิธีผ่าตัด
- การผ่าตัดลิ้นไก่ เพดานอ่อน และผนังคอด้านหลัง (Uvulopalatopharyngoplasty : UPPP) เพื่อกำจัดเนื้อเยื่อส่วนเกินออกจากลำคอ ทำให้ทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางถึงรุนแรง โดยขณะผ่าตัดจะต้องวางยาสลบ
- การใช้เลเซอร์ (Minimally invasive Laser-Assisted Uvulopalatoplasty ) เพื่อกระชับบริเวณช่องปาก ผนังช่องคอ เพดานอ่อน และโคนลิ้น สำหรับในรายที่มีแต่เสียงกรนดัง
- การจี้ด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency Ablation : RFA) เพื่อลดปริมาณเนื้อเยื่อที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนจนเกิดเสียงกรน หรือไปอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ ด้วยการทำลายเนื้อเยื่อส่วนเกินในบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือโคนลิ้น เป็นการรักษาที่ใช้เวลาไม่นาน จึงใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ เหมาะกับผู้ที่มีอาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- การผ่าตัดแก้ไขผนังกั้นช่องจมูก (Septoplasty) สำหรับผู้ที่มีปัญหาการอุดตันในจมูก เพื่อแก้ไขกระดูกกั้นจมูกที่คด หรือการลดขนาดของเนื้อเยื่อกระดูกในโพรงจมูก (Turbinate Reduction) ซึ่งจะช่วยให้การไหลเวียนของอากาศสะดวกขึ้น
- การร้อยไหมที่เพดานอ่อน (Barbed Reposition Pharyngoplasty) เป็นการเย็บเพดานอ่อน เนื้อเยื่อบริเวณคอหอยที่หย่อนคล้อยให้ยกกระชับตึงตัวขึ้นด้วยเส้นไหม ทำให้การยกกระชับเพดานอ่อน เหมาะกับผู้ที่มีอาการนอนกรนจากภาวะเพดานอ่อนผนังช่องคอหย่อนคล้อย
- ผ่าตัดต่อมทอนซิล (Tonsillectomy) ในกรณีที่อาการนอนกรนเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจเนื่องจากขนาดของต่อมทอนซิลที่โตเกินไป
นอกจากนี้อาจเป็นการผ่าตัดทางเดินหายใจหลายๆตำแหน่ง (Multi-level upper airway surgery) ขึ้นกับการประเมินตรวจส่องกล้องด้วยยาก่อนการผ่าตัด (Drug-induced sleep endoscopy)
ดูแลตัวเองอย่างไรให้อาการนอนกรนดีขึ้น ?
ไม่ว่าจะได้รับการรักษาแล้วหรือยังไม่ได้รับการรักษา การดูแลสุขภาพและการปรับพฤติกรรมดังต่อไปนี้ ถือเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้อาการนอนกรนดีขึ้นได้
- ดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดการกดทับหรือปิดกั้นทางเดินหายใจบริเวณลำคอ จากความหนาแน่นของไขมันรอบๆ คอ และในลำคอ
- หลีกเลี่ยงการทานอาหารหนักๆ หรือมีไขมันสูงก่อนนอน ควรงดทานอาหารอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
- งดสูบบุหรี่เพราะจะทำให้เยื่อบุในลำคอระคายเคือง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การกรนรุนแรงขึ้น
- ปรับท่านอนโดยเปลี่ยนจากการนอนหงายที่อาจทำให้ลิ้นและเนื้อเยื่ออ่อนหย่อนลงมาที่ด้านหลังของลำคอจนปิดกั้นทางเดินหายใจ มาเป็นท่านอนตะแคง
- ปรับสภาพแวดล้อมในการนอนให้ดี ทั้งเครื่องนอน อากาศที่เย็นสบาย และมืดสนิท เพื่อให้การนอนหลับดีขึ้น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นไม่ให้เนื้อเยื่อในลำคอเหนียว
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อในลำคอคลายตัว ซึ่งอาจทำให้กรนมากขึ้น รวมถึงการใช้ยานอนหลับที่อาจทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวเช่นกัน
- หมั่นออกกำลังกาย หรือการฝึกกล้ามเนื้อเฉพาะ จะช่วยให้กล้ามเนื้อรอบลำคอแข็งแรงและแน่นขึ้น
หากปฏิบัติได้ตามนี้แล้วแต่อาการกรนก็ยังไม่ดีขึ้น หรือยังมีอาการง่วงนอนมากในระหว่างวัน หรือรู้สึกหายใจไม่สะดวกขณะนอนหลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมต่อไป
