การทำแผล ล้างแผลอย่างถูกวิธี ลดการติดเชื้อ ช่วยให้แผลหายเร็ว

Image

แชร์


ทำไมการดูแลแผลจึงสำคัญ 

บาดแผลอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อุบัติเหตุ การผ่าตัด หรือแผลถลอกเล็กน้อย หากดูแลไม่ถูกต้อง เชื้อโรคอาจเข้าสู่บาดแผล ทำให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ ส่งผลให้แผลหายช้าลง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลเป็น แผลเรื้อรัง หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด ดังนั้นการทำแผลและล้างแผลอย่างถูกวิธีจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการดูแลผู้ป่วย 

 

หลักการทำแผลและล้างแผลที่ถูกต้อง 

  1. การเตรียมความพร้อม ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทุกครั้งก่อนสัมผัสแผล เตรียมอุปกรณ์ที่สะอาด เช่น ก๊อซ น้ำเกลือปราศจากเชื้อ เทปกาวทางการแพทย์
  2. การล้างทำความสะอาดแผล ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline 0.9%) หรือน้ำสะอาดไหลผ่าน เพื่อล้างสิ่งสกปรก เลือด หรือหนองออกจากแผล หลีกเลี่ยงการใช้สารที่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ เช่น แอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ โดยตรงบนเนื้อแผล เนื่องจากอาจทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายและแผลหายช้า
  3. การทำให้แผลแห้งและปิดแผล ซับแผลเบา ๆ ด้วยก๊อซสะอาด ไม่ถูแรง ใช้ผ้าก๊อซปิดแผลหากแผลยังมีเลือดซึม หรืออยู่ในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการสัมผัสสิ่งสกปรก หากเป็นแผลเล็กและสะอาด อาจปล่อยให้แผลแห้งโดยไม่ต้องปิดก็ได้
  4. การเปลี่ยนผ้าปิดแผล ควรเปลี่ยนผ้าปิดแผลทุกวัน หรือเมื่อผ้าก๊อซเปียกหรือสกปรก ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือพยาบาลสำหรับผู้ที่มีแผลหลังการผ่าตัดหรือแผลเรื้อรัง 

 

ขั้นตอนการทำแผลที่ควรรู้ 

  1. เตรียมความสะอาดก่อนสัมผัสแผล ล้างมือด้วยสบู่หรือน้ำยาล้างมือแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนทำแผล
  2. ล้างทำความสะอาดแผล ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline 0.9%) หรือน้ำสะอาดไหลผ่าน ไม่ควรใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อนโดยตรง เช่น แอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
  3. ทำให้แผลแห้งและปิดแผล ซับด้วยก๊อซสะอาดเบา ๆ ไม่ถูแรง จากนั้นปิดแผลตามความเหมาะสม 

 

เลือกวัสดุปิดแผลอย่างไรให้เหมาะกับแผล 

การเลือกอุปกรณ์และวัสดุในการทำแผลเป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยให้แผลหายเร็ว ลดความเสี่ยงติดเชื้อ และเพิ่มความสบายให้ผู้ป่วย 

  • แผลถลอกหรือแผลเล็กน้อย ใช้ก๊อซสะอาดหรือพลาสเตอร์ปิดแผล เพื่อป้องกันสิ่งสกปรก ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุพิเศษมากนัก
  • แผลที่ยังมีเลือดซึมหรือสารคัดหลั่ง ใช้ก๊อซดูดซับ หรือแผ่นปิดแผลที่มีคุณสมบัติดูดซับ (absorbent dressing) เพื่อควบคุมความชื้น ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
  • แผลผ่าตัด ควรใช้วัสดุปิดแผลที่สะอาดปราศจากเชื้อ เช่น ก๊อซปลอดเชื้อและพลาสเตอร์ทางการแพทย์ที่ยึดเกาะดี เพื่อป้องกันการขยับหรือหลุดลอก
  • แผลเรื้อรังหรือแผลกดทับ อาจเลือกใช้วัสดุที่ช่วยรักษาสมดุลความชื้นของแผล (moist wound dressing) เช่น Hydrocolloid, Foam dressing เพื่อช่วยให้แผลสมานตัวเร็วและลดการเสียดสี
  • แผลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาจใช้วัสดุที่มีสารต้านเชื้อ เช่น แผ่นก๊อซผสมซิลเวอร์ (silver dressing) ตามดุลยพินิจของแพทย์หรือพยาบาล 

 

การดูแลตนเองเพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น 

  1. รับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  2. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และพักผ่อนให้เหมาะสม เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย 
  3. หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือสัมผัสแผลโดยตรง 
  4. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ซึ่งมีความเสี่ยงแผลหายช้าและติดเชื้อง่าย 

 

สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม รีบพบแพทย์ทันที 

  • แผลมีอาการบวม แดง ร้อน เจ็บมากขึ้น
  • มีหนอง กลิ่นผิดปกติ หรือมีเลือดออกมาก
  • มีไข้สูง หนาวสั่น หรือรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ
  • แผลไม่ดีขึ้นภายใน 7–10 วัน หรือมีแผลลุกลาม 

 

การดูแลบาดแผลอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการล้างแผล การเลือกอุปกรณ์ และการปิดแผลที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ และทำให้แผลหายเร็วขึ้น ผู้ป่วยควรใส่ใจแผลของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากมีข้อสงสัย หรือพบความผิดปกติ เช่น แผลบวมแดง มีหนอง หรือหายช้ากว่าปกติ ควรเข้ารับการประเมินและคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง 

 

โรงพยาบาลพญาไท 2 พร้อมให้บริการดูแลบาดแผลโดยทีมแพทย์และพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสมกับแต่ละบุคคล 

 

นพ. ศุภชัย จันทร์วิทัน  
แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หลอดเลือด 

Loading...

แชร์


Loading...