อุจจาระร่วงเฉียบพลันจากเชื้อโนโรไวรัส…อีกโรคฮิตในเด็กเล็ก
คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก หรือลูกวัยกำลังเข้าอนุบาล…โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันนี้คือโรคที่ควรระวังไว้เลย คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่าสาเหตุสำคัญของโรคอุจจาระร่วง หรือโรคทางเดินอาหารอักเสบในเด็กไทยนี้ มักเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะเชื้อไวรัสอย่าง Rotavirus, Norovirus หรือรองลงมาคือเชื้อแบคทีเรียอย่าง enterotoxogenic Escherichia coli, Salmonella เป็นต้น
แต่เชื้อโรคฮิตที่เด็กเล็กในยุคนี้ติดกันอย่างแพร่หลายที่พ่อแม่ควรระวังลูกน้อยไว้ให้ดีก็คือ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากเชื้อโนโรไวรัสนี้ล่ะ มาทำความรู้จักโรคติดต่อนี้กันกับ พญ.ภณิดา แสวงศักดิ์ กุมารแพทย์ โรคทางเดินอาหารและโรคตับ ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 3
เชื้อโนโรไวรัส (Norovirus) เข้าสู่ร่างกายง่ายๆ ทางปาก
เชื้อนี้มีชื่อเดิมว่า Norwalk-like virus เป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการระบาดของโรคอุจจาระร่วงทั่วโลก เชื้อไวรัสชนิดนี้จะเข้าจะสู่ร่างกายทางปากจากการรับประทานอาหาร น้ำดื่มที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อน หรือผ่านการสัมผัสกับพื้นผิวที่มีการปนเปื้อน เช่น จาน ช้อน หรือการดูดนิ้วของเด็กเอง เชื้อไวรัสนี้สามารถทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบอย่างเดียว หรือทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบได้ ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อ Norovirus จะมาด้วยอาการอาเจียนและ/หรือถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ โดยอาการเกิดขึ้นอย่างฉับพลันภายใน 24 – 48 ชั่วโมงหลังรับเชื้อ เป็นผลให้เกิดภาวะขาดน้ำซึ่งอาจรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
อาการและอาการแสดง
- คลื่นไส้ อาเจียน ค่อนข้างรุนแรง
- ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
- ปวดท้อง แต่การตรวจร่างกายมักจะไม่มีอาการปวดเฉพาะที่หรือปวดเกร็งของหน้าท้องในการตรวจร่างกาย
- อาจมีไข้ต่ำๆร่วมด้วย แต่บางรายอาจมีไข้สูง 38 – 39 องศาเซลเซียสได้
- ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว
อาการที่ต้องพามาพบแพทย์โดยด่วน
- ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำจำนวนมากร่วมกับอาเจียน ทานไม่ได้ จนนำไปสู่ภาวะขาดน้ำปานกลางถึงรุนแรง
- ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดร่วมกับมีไข้สูง
- ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำและ/หรือมีมูกเลือด ร่วมกับมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ได้แก่ ปัสสาวะออกน้อย ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป (ซึม กระสับกระส่าย) ปลายมือปลายเท้าเย็น ชีพจรเร็วและเบา เป็นต้น
- ปวดท้องร่วมกับกดเจ็บบริเวณช่องท้อง หรือหน้าท้องแข็งตึง อาเจียนมีน้ำดีปน ควรคิดถึง โรคทางศัลยกรรม เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้กลืนกัน ลำไส้อุดตัน
โดยอาการดังกล่าวแสดงว่าเด็กมีอาการรุนแรง มีภาวะขาดน้ำรุนแรง หรืออาจต้องคิดถึงโรคอื่นๆ รวมถึงสาเหตุทางศัลยกรรมร่วมด้วย ซึ่งต้องได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม รวมถึงการรักษาอย่างเร่งด่วน
การวินิจฉัย: โดยการเก็บอุจจาระส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาเชื้อ Norovirus (เป็นการตรวจด้วยแลปพิเศษ ไม่ใช่เป็นการเพาะเชื้อแบคทีเรีย และยังไม่สามารถทำได้ในทุกโรงพยาบาล)
การรักษา: ในปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะในการขจัดเชื้อไวรัสนี้ การรักษาจึงเป็นการดูแลประคับประคองอาการ และส่วนใหญ่อาการต่างๆ จะดีขึ้นได้ในเวลา 3-7 วัน
ในรายที่อาการไม่รุนแรงและขาดน้ำไม่รุนแรง
- ให้สารละลายเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส)โดยให้ดื่มครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยๆ ถ้าผู้ป่วยเริ่มมีภาวะขาดน้ำแต่ไม่รุนแรง ต้องได้รับสารละลายเกลือแร่ทางปาก 30 – 90 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยให้ดื่มครั้งละน้อยๆในเวลา 3 – 4 ชั่วโมง เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป และเพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ให้ดื่มสารละลายเกลือแร่ครั้งละ 10 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกครั้งที่อาเจียนหรือถ่ายเหลว
- ทานอาหารอ่อน ทานครั้งละไม่มากแต่ทานบ่อยๆ
- ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง
- ไม่ต้องได้รับยาปฏิชีวนะ ยกเว้นผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง ผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนที่ติดเชื้อ nontyphoidal salmonella หรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง
ในรายที่อาการรุนแรง หรือขาดน้ำรุนแรง
- ในรายที่มีอาการอาเจียน หรือถ่ายรุนแรง ทานได้น้อยมาก หรือภาวะขาดน้ำค่อนข้างรุนแรง ซึ่งอาจเกิดอันตรายจากการขาดน้ำและเกลือแร่ ทำให้เกิดภาวะช็อค ความดันโลหิตต่ำ จึงควรพิจารณาให้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดยาแก้รักษาตามอาการ และติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด
- ผู้ป่วยที่จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษได้แก่
- ผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆอยู่แล้ว
- อาการรุนแรง คือ อาเจียนมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน หรือ ถ่ายอุจจาระมากกว่า 8 ครั้งต่อวัน
การป้องกัน
- ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันเชื้อโนโรไวรัสนี้
- การป้องกันโดยทั่วไปคือการใส่ใจในสุขอนามัย กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือจะช่วยลดปัญหาการติดเชื้อและการแพร่เชื้อนี้ได้
