เอช.ไพโลไร
ย้อนอดีตทำความรู้จักกับ (เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร)
ย้อนอดีตกันไปในปี พ.ศ. 2526 แพทย์ชาวออสเตรเลีย Barry Marshall และ Robin Warren สามารถเพาะเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรได้ และพบว่าเชื้อสัมพันธ์กับการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
เอชไพโลไรในกระเพาะอาหาร
สำหรับเรื่องของเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร นั้นมีการศึกษามาโดยตลอดหลายปีจนถึงปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรเป็นสาเหตุให้เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
เมื่อติดเชื้อจะมีอาการเช่นไร
ในคนส่วนใหญ่แล้วการติดเชื้อชนิดนี้จะไม่ได้มีอาการแสดงออก แต่บางกรณีจะมีอาการไม่แตกต่างจากโรคกระเพาะอาหาร เช่น ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย จุก แน่นท้อง เป็นต้น สำหรับกรณีที่อักเสบมากเกิดมีแผลในกระเพาะอาหารหรือในลำไส้เล็กส่วนต้น ด้านของผู้ที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารที่มีสาเหตุจากเชื้อเอชไพโรไลนั้นอาการของกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังและรุนแรงมากขึ้น
ทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อเอชไพโลไร
- การส่องกล้องตัดเนื้อเยื่อบริเวณกระเพาะอาหารเพื่อส่งตรวจหาเชื้อทางพยาธิวิทยา
- การนำชิ้นเนื้อจากกระเพาะอาหารเพาะเชื้อ
- ตรวจทางลมหายใจด้วยวิธีการ Urea Breath Test การทดสอบยูเรีย โดยให้ผู้ป่วยดื่มสารยูเรียที่มีกัมมันตภาพรังสี เพื่อทดสอบการเชื้อเอชไพโลไร
- วิธีการเจาะเลือดตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ
- เก็บอุจจาระหาเชื้อ
การติดต่อของเชื้อเอชไพโลไร
การติดเชื้อเอชไพโลไรมีการถ่ายทอดจากคนสู่คน จากการรับประทานอาหาร เชื้อจะเข้าสู่กระเพาะอาหารและเลื่อนเข้าสู่เซลล์เยื่อบุผิว โดยเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มีกระบวนการที่สามารถทำให้อยู่รอดในกระเพาะอาหารโดยไม่ถูกขับออกมาได้โดยธรรมชาติตามกลไกของร่างกาย
กำจัดเชื้อได้
รักษาด้วยการรับประทานยา ด้วยยาลดการหลั่งกรดร่วมกับยาปฏิชีวนะ หลังจากหยุดยาแล้วประมาณ 1 เดือน แพทย์จะนัดตรวจติดตามผล
เอชไพโลไร แบคทีเรียร้ายจะดูแลตนเองอย่างไรให้ห่างไกล
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ
- ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง
- รับประทานทานอาหารมีประโยชน์ครบ 5 หมู่
- เน้นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ปราศจากสารปรุงแต่ง
