โดยปกติแล้วในหลอดเลือดของคนเราจะมีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และน้ำเหลืองไหลเวียนอยู่ โดยมีผนังหลอดเลือดเป็นเหมือนท่อลำเลียง แต่เมื่อไรก็ตามที่เกิดบาดแผล เลือดจะเกิดการแข็งตัว ซึ่งในร่างกายจะมีสารโปรตีนที่ช่วยห้ามการแข็งตัวของเลือดอยู่ ดังนั้นหากโปรตีนในร่างกายทำงานผิดปกติ สารห้ามการแข็งตัวของเลือดทำงานน้อยลง เลือดก็จะไหลเวียนผิดปกติตามไปด้วย จนทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันขึ้นมาได้ ซึ่งหากปล่อยทิ้งเอาไว้ ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
‘ลิ่มเลือดอุดตัน’ เกิดจากอะไร ?
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายเกิดลิ่มเลือดอุดตันนั้น เป็นผลมาจาก 3 องค์ประกอบหลักใหญ่ๆ ได้แก่
- ผนังหลอดเลือดผิดปกติ เช่น มีบาดแผลเกิดขึ้นจากการถูกมีดบาด หรือการเข้ารับการรักษา ทำหัตถการ การผ่าตัดบางอย่าง จนทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหาย รวมถึงการที่ผนังหลอดเลือดมีคราบไขมันเกาะอุดตัน ก็มีโอกาสที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้
- การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ สามารถเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ เช่น เกิดจากการที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้การบีบตัวของหัวใจในการส่งเลือดขาดความต่อเนื่อง เกิดจากตัวผนังหลอดเลือดมีความโป่งพอง ทำให้เมื่อหัวใจบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย จะเกิดการรวน ติดขัด ไม่ราบรื่น หรือเกิดจากภาวะเจ็บป่วยบางอย่างที่ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้ การไหลเวียนของเลือดก็จะช้าลง เป็นต้น ซึ่งเมื่อการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ จะเสี่ยงทำให้เกิดตะกอนได้ง่าย เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวอาจเกิดการกระจุกอุดตัน จนทำให้เกิดลิ่มเลือดขึ้นมาได้ในที่สุด
- การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เกิดจากสารห้ามการแข็งตัวของเลือดในร่างกายบกพร่อง เช่น ร่างกายขาดโปรตีนที่ทำหน้าที่ในการยับยั้งการแข็งตัวของเลือด จึงทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่าย
ใครคือกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิด ‘ลิ่มเลือดอุดตัน’ ?
โอกาสในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันนั้นจะแปรผันตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร ก็มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่ออายุมากก็ยิ่งมีโรคประจำตัวมาก ผนังหลอดเลือดเสื่อมมากกว่าคนอายุน้อย ร่างกายเกิดภาวะไม่ค่อยขยับตัวตามสภาพเหมือนวัยหนุ่นสาว จึงทำให้มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้มากขึ้น
แต่ทั้งนี้นอกจากกลุ่มผู้สูงวัยแล้ว ภาวะลิ่มเลือดอุดตันก็มีโอกาสส่งต่อทางพันธุกรรมได้เหมือนกัน โดยหากพ่อแม่หรือญาติมีการขาดโปรตีนที่เป็นสารห้ามการแข็งตัวของเลือด เราก็มีโอกาสขาดโปรตีนชนิดเดียวกัน จนร่างกายเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้มากขึ้น รวมถึงการมีประวัติการผ่าตัด การใช้ยาเสพติด ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน ยาคุมกำเนิด และกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง ก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไปเช่นกัน
อันตรายแค่ไหน ? เมื่อเกิด ‘ลิ่มเลือดอุดตัน’ ที่ขาและปอด
ความอันตรายของภาวะลิ่มเลือดอุดตันนั้น ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดการอุดตันของลิ่มเลือด โดยปกติแล้ว 2 ตำแหน่งที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่
- ขา เพราะเป็นตำแหน่งที่เลือดไหลเวียนได้ช้า โดยส่วนใหญ่ลิ่มเลือดอุดตันจะพบในหลอดเลือดดำ เพราะหลอดเลือดแดงหัวใจจะบีบตัวส่งเลือดแรงตลอดเวลา เลือดจึงมักไม่ค่อยหยุดนิ่ง ผิดกับหลอดเลือดดำที่มักมีการหยุดนิ่งมากกว่า ยิ่งในตำแหน่งขาที่เลือดไหลเวียนช้า จึงยิ่งทำให้มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่าย
- ปอด มักเกิดในบริเวณหลอดเลือดแดง ซึ่งนำเลือดที่ไม่มีออกซิเจนจากหัวใจห้องล่างขวาเข้าสู่ปอด ส่วนตำแหน่งอื่นๆ พบการอุดตันของลิ่มเลือดได้เช่นกัน แต่ไม่บ่อยนัก ได้แก่ ตลอดแนวหลอดเลือดในช่องท้อง บริเวณตับ ม้าม เป็นต้น
แม้ว่าลิ่มเลือดอุดตันบริเวณขานั้นอาจไม่ได้มีอาการรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิต แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ได้รักษาภายใน 3 เดือน ก็อาจสามารถทำให้เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตันที่ปอดและเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากพบว่ามีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกของขาไม่ว่าจะเป็นบริเวณใด ก็ควรรีบทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุด
อาการแบบไหน ชวนสงสัยว่าลิ่มเลือดอุดตัน?
อาการของภาวะลิ่มเลือดอุดตันนั้น จะแตกต่างกันไปตามลักษณะของตำแหน่งที่เกิดลิ่มเลือด โดยหากเกิดที่ขาจะมีอาการขาโต บวม กดเจ็บ หรือเดินแล้วจะรู้สึกปวดบวมมากขึ้น อาการจะเป็นกะทันหัน คือเมื่อเกิดลิ่มเลือดอุดตันขึ้น ก็จะพบอาการปวดบวมใน 2-3 วัน
ส่วนในกรณีพบลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด จะมีอาการเหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกกะทันหัน ความดันโลหิตตก จนสุดท้ายถ้าไม่ได้รับการรักษาก็ทำให้เสียชีวิตได้ นอกจากนั้นแล้วหากเป็นกรณีลิ่มเลือดอุดตันในสมองก็จะมาด้วยอาการปวดศีรษะรุนแรง
วินิจฉัยอย่างไร ถึงมั่นใจว่าลิ่มเลือดอุดตัน?
การวินิจฉัยภาวะลิ่มเลือดอุดตันนั้นจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แพทย์สงสัย โดยหากเป็นการวินิจฉัยที่ขา จะทำ Doppler ultrasound เพื่อดูว่ามีการไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติบริเวณขาหรือไม่ เพราะถ้ามีลิ่มเลือดอุดตัน เลือดก็จะไม่ไหลผ่านบริเวณนั้น แต่หากเป็นการวินิจฉัยลิ่มเลือดอุดตันที่ปอดจะใช้วิธีการฉีดสารทึบแสง นำผู้ป่วยเข้าอุโมงค์ทรวงอก แล้วทำ CT Scan ตรวจสอบโดยละเอียด ส่วนถ้าเป็นการอุดตันของลิ่มเลือดที่สมอง จะสามารถทำได้ทั้งการใช้ CT Scan และ MRI
รักษาอย่างไร ผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตันจึงหายดี ?
ในการรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แพทย์จะใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการเกิดลิ่มเลือดชุดใหม่ และอาศัยสารต้านการแข็งตัวของเลือดที่มีอยู่แล้วในร่างกายให้ทำหน้าที่สลายลิ่มเลือดเดิมให้ค่อยๆ หายไป ทั้งนี้สำหรับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ปัจจุบันมีทั้งชนิดฉีดและรับประทาน ซึ่งเงื่อนไขในการใช้งานก็ขึ้นอยู่กับความอันตรายของโรคว่ารุนแรงมากน้อยแค่ไหน
หากเป็นการอุดตันของลิ่มเลือดที่ปอด แพทย์มักจะพิจารณาฉีดยาผ่านทางหลอดเลือดดำโดยเร็ว เพื่อลดความรุนแรง แต่ถ้าเป็นการอุดตันของลิ่มเลือดบริเวณขา ก็สามารถใช้เป็นยารับประทานได้ เพราะรุนแรงน้อยกว่า โดยระยะเวลาในการให้ยาก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค เช่น หากเกิดจากอุบัติเหตุ ขาขยับไม่ได้ต้องใส่เฝือก เมื่อกระดูกที่หักสมานกัน ทำกายภาพบำบัดจนกลับมาเดินได้เป็นปกติแล้ว โอกาสเกิดลิ่มเลือดก็จะหมดไป จึงหยุดใช้ยาได้
แต่ในกรณีสาเหตุเกิดจากโรคมะเร็ง ที่เป็นในระยะลุกลามไม่หายขาด ก็จำเป็นจะต้องให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ในการใช้ยารักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ก็มีข้อห้ามและเงื่อนไขในการใช้ยาที่ต้องระมัดระวังอยู่ด้วย คือจะห้ามใช้ในผู้ป่วยสตรีมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และระมัดระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีภาวะไตเสื่อม
ดูแลตัวเองอย่างไร? ให้ปลอดภัยจากลิ่มเลือดอุดตัน
เนื่องจากโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันแปรผันตามอายุที่เพิ่มสูงขึ้น จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะป้องกันโรคนี้ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่เราก็สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ด้วยการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีที่สุด ให้ไม่มีโรคประจำตัว หลีกเลี่ยงการใช้ยาเสพติด ยาคุมกำเนิด ตลอดจนยาแก้ปวดไมเกรนบางตัว ซึ่งมีผลทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ เพราะมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดบางตำแหน่งหดตัวเฉียบพลัน ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติ จนเกิดการตกตะกอนกลายเป็นลิ่มเลือดในที่สุด นอกจากนั้นแล้วการควบคุมน้ำหนักให้ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ก็ถือเป็นการลดความเสี่ยงการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากขึ้นเกินค่า BMI มาตรฐานนั้น จะส่งผลทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่ายขึ้น
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันนั้นอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ตามติดเราไปในทุกๆ ช่วงวัย ยิ่งกับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงมากขึ้น ดังนั้น การเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี ประเมินสุขภาพเลือด คัดกรองเบาหวาน ตรวจระดับไขมันในเลือด รวมถึงเช็กความผิดปกติของหัวใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญจำเป็น ที่ไม่ควรละเลยหรือมองข้าม เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ชีวิตของเรานั้นจะปลอดภัยและห่างไกลจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันให้ได้มากที่สุด
