“ความหวานในใจฉัน…นั้นต่ำไป” อาการนี้อาจไม่ค่อยดีเท่าไหร่สำหรับคนที่มีความรัก แต่ถ้าเป็นเรื่องของสุขภาพล่ะก็ ขืนปล่อยให้ (ระดับ) ความหวานสูงเกินไป คงไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะกับสาย (เบา) หวานทั้งหลาย ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี มิเช่นนั้นอาจลุกลามจนเกิดปัญหา “เบาหวานกับจอประสาทตา” ที่อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้เลย
ซึ่งโอกาสที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีอาการเบาหวานขึ้นตานั้นมีมากถึงร้อยละ 30 วันนี้ เราจึงมาขอให้ พญ.อัญญานี นรนิตชัยกุล จักษุแพทย์ประจำคลินิกโรคตา โรงพยาบาลพญาไท 3 มาให้ความรู้ และแนะนำวิธีการดูแลตนเอง เพื่อไม่ให้โรคเบาหวานที่เป็นอยู่กระทบกับจอประสาทของเรา
“เบาหวานขึ้นตา” คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?
“เบาหวาน” คือภาวะที่น้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด หรือเกินกว่า 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสาเหตุที่เบาหวานสามารถส่งผลกระทบกับการมองเห็นนั้น พญ.อัญญานี ได้อธิบายให้ฟังว่า
“เบาหวานเป็นโรคที่ทำลายเส้นเลือดทั่วร่างกายจากระดับน้ำตาลที่สูง เพราะฉะนั้นอวัยวะใดก็ตามที่มีเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหากมีขนาดเล็ก และอวัยวะนั้นต้องใช้ออกซิเจนในปริมาณสูง ก็จะกระทบเป็นจุดแรก ซึ่งก็จะมี 3 จุดหลัก คือ ที่จอตา ที่ระบบประสาท และที่ไต
โดยจะมีลักษณะที่ทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยงสูญเสียความสามารถในการลำเลียงเลือดและออกซิเจน อันเกิดจากการโป่งพองเป็นกระเปาะ เกิดการรั่ว การแตกออกนอกเส้นเลือด เนื้อเยื่อที่อยู่ระดับปลายของเส้นเลือดก็จะขาดออกซิเจน เมื่อเนื้อเยื่อของจอตาระดับปลายเกิดการขาดออกซิเจนก็จะสร้างสารที่กระตุ้นให้จอตาสร้างเส้นเลือดงอกใหม่ โดยเส้นเลือดงอกใหม่ที่ถูกสร้างอย่างเร่งด่วนในภาวะที่ขาดทรัพยากรก็จะเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดี และโตในทิศทางตั้งฉากกับเส้นเลือดเดิม พุ่งเข้าวุ้นตา ทำให้จอตาโดนยกขึ้น จนทำให้เกิดภาวะจอตาลอกเพราะเส้นเลือดงอกใหม่นี้
ในระยะแรกๆ ที่เบาหวานขึ้นตาจะไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้เป็นปกติ แต่จะมีอาการแสดงที่ตรวจพบได้โดยแพทย์ด้วยวิธีการตรวจจอตาเท่านั้น แต่ถ้าเป็นระยะท้ายๆ จะมีลักษณะเส้นเลือดออกใหม่ที่พร้อมจะแตกออกมาในวุ้นตา หากไอจามแรงๆ บางทีก็จะตามืดไปเลย
ซึ่งอาการนี้จะเรียกว่าเป็น เบาหวานขึ้นจอตา นอกจากนี้เบาหวานยังสามารถส่งผลกระทบกับดวงตา ทำให้เป็นต้อกระจก ซึ่งคนทั่วไปที่เป็นต้อกระจกส่วนใหญ่จะอายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป แต่คนไข้เบาหวานจะเป็นต้อกระจกเร็วกว่าวัย คือประมาณ 50 ปีบางคนก็เริ่มเป็นแล้ว เช่นเดียวกับต้อหินซึ่งเป็นภาวะที่ถัดจากเบาหวานขึ้นจอตา คือการเกิดเป็นต้อหินแทรกซ้อนขึ้นมาจากเส้นเลือดงอกใหม่ มาปิดมุมตา นั่นเอง”
รู้ก่อน ป้องกันได้ เพื่อไม่ให้…เบาหวานขึ้นตา
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสเป็นเบาหวานขึ้นจอตา หากแต่โรคเบาหวานนี้จัดเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด อีกทั้งในวันที่พบอาการเบาหวานขึ้นจอตา ยังไม่ใช่วันที่เริ่มเป็นด้วย ดังนั้น พญ.อัญญานี จึงแนะนำว่า ถ้ารู้ตัวว่าเป็นเบาหวานเมื่อไหร่ ก็ให้มาตรวจตาเมื่อนั้น
“โดยปกติเมื่อวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานครั้งแรกก็แนะนำให้มาตรวจตาเลยค่ะ ถ้าตามทฤษฎีเบาหวานชนิดที่ 1 ในช่วง 3-5 ปีแรกจะไม่ค่อยขึ้นตา แต่ถ้าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมักจะพบในคนสูงอายุ ตามข้อมูลก็คือ เมื่อตรวจพบว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในครั้งแรก ผู้ป่วย 45% จะมีลักษณะเบาหวานขึ้นตา อันเนื่องมาจากว่าเราไม่ทราบว่าเป็นเบาหวานมานานเท่าไหร่แล้ว ฉะนั้นวันที่พบจึงไม่ได้หมายความว่าเราจะเพิ่งเป็น เราอาจจะเป็นก่อนหน้านั้น 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีมาแล้ว แต่อาการเบาหวานขึ้นตาไม่ใช่ว่าจะต้องมีอาการรุนแรงทุกคนนะคะ ถ้ามีการคุมน้ำตาลในเลือดดี รู้ตัวแต่เนิ่นๆ ได้รับการรักษาเร็ว ก็จะไม่เป็นถึงระดับมีผังผืดที่จอตา จอตาลอก หรือ ต้อหินแทรกซ้อนค่ะ”
เบาหวานขึ้นตา มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง?
สำหรับผู้ป่วยที่พบว่ามีอาการเบาหวานขึ้นตาแล้ว แนวทางในการรักษาของแพทย์นั้นก็จะขึ้นอยู่กับระยะของอาการ ซึ่ง พญ.อัญญานี ก็ได้ขยายความในเรื่องนี้ไว้ว่า…
“ถ้าเป็นระยะไม่รุนแรงไปจนถึงระยะกลาง หรือเมื่อแพทย์ตรวจพบว่ามีกระเปาะเส้นเลือด และมีเลือดรั่วออกมาจากกระเปาะเป็นหย่อมๆ ก็จะยังไม่ต้องรักษาอะไร เพียงแต่ต้องนัดตรวจติดตามอาการบ่อยกว่าปกติ เพื่อจะเฝ้าระวังไม่ให้เป็นระยะรุนแรง หรือระยะเส้นเลือดงอกใหม่
แต่หากว่าเป็นระยะรุนแรง คือเห็นว่าเนื้อเยื่อจอตามีลักษณะขาดออกซิเจนเป็นบริเวณกว้าง มีจอตาบวม มีหนอง หรือมีลักษณะที่เรียกว่า (Cotton-wool spots) จะเป็นลักษณะที่ขาดออกซิเจน หรือเห็นเส้นเลือดใหม่เกิดขึ้นมาเลย อันนี้จะเป็นระยะรุนแรง ซึ่งการรักษาของแพทย์ก็จะฉีดยาเข้าไปในวุ้นตาเพื่อจะระงับเส้นเลือด ซึ่งเป็นยากลุ่ม anti-VEGF โดยหลังจากระงับเส้นเลือดแล้วก็อาจจะต้องมีการพิจารณายิงเลเซอร์เสริมเข้าไปเพื่อทำลายเนื้อเยื่อรอบนอก เพราะการที่ได้ออกซิเจนมาน้อยเราก็ต้องลดการบริโภคออกซิเจน ซึ่งวิธีลดการบริโภคออกซิเจนก็คือลดการหายใจของเนื้อเยื่อรอบนอก โดยสรุปก็จะมีทั้งการฉีดยาและเลเซอร์
แต่ถ้าบังเอิญเจอในระดับที่เป็นมาก หรือเส้นเลือดยกจอตาขึ้นมาแล้ว ก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัด เพื่อเข้าไปเลาะผังผืดที่เกิดจากแผงเส้นเลือดแล้วปะจอตากลับเข้าไป ซึ่งการจะกลับมามองเห็นเป็นปกตินั้นก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรคอีกเช่นกัน คือถ้าเป็นระยะที่สามารถรักษาด้วยการฉีดยา ยิงเลเซอร์ การมองเห็นมักกลับมาค่อนข้างเหมือนเดิม แต่การยิงเลเซอร์จะทำให้การมองเห็นของลานสายตาแคบลง เพราะว่าบริเวณที่ยิงจะถูกทำลาย เราจะเห็นตรงกลางชัด แต่ว่าความกว้างของการมองเห็นจะแคบลง หรือแสงดูดรอปลงนั่นเอง
ส่วนถ้าต้องผ่าตัด การมองเห็นจะคืนมาได้แค่ 50% เพราะจอตาถูกทำลายไปเยอะ ระยะที่มีจอตาลอกแล้วบางครั้งการผ่าบางทีก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีผังผืดดึงจอตา ก็จะเป็นการรักษาที่ค่อนข้างซับซ้อน และการมองเห็นก็จะไม่ได้เหมือนเดิมด้วย ดังนั้นคนไข้จึงควรต้องดูแลตัวเองด้วยการมาตรวจตาทันทีที่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน หลังจากนั้นให้มาตรวจติดตามอาการตามที่แพทย์นัด คือจริงๆ ก็มีช่วงเวลาให้เรารักษาอยู่ค่อนข้างกว้าง ถ้าไม่หลุดไปจากแพทย์นัด ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร นอกจากการมาตามนัดก็คือการควบคุมภาวะต่างๆ ที่จะเป็นการทำลายเส้นเลือด ทั้งเรื่องความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือด คนไข้ต้องพยายามทำให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ให้ได้มากที่สุด และต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติ พฤติกรรม เพราะมันจะต้องอยู่กับเราตลอดชีวิต เราก็ต้องมีวินัยส่วนหนึ่ง แล้วก็ต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องที่จะอยู่กับมัน แล้วก็เฝ้าระวังไม่ให้เกิดการกระตุ้นการส่งเสริมปัจจัยที่เป็นการทำลายเส้นเลือดหรือทำให้เกิดปัญหาตามมา”
พญ.อัญญานี นรนิตชัยกุล
จักษุแพทย์ด้านกระจกตา
ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลพญาไท 3
