การใช้คลื่นวิทยุความถี่เพื่อลดการบวมของเยื่อบุจมูก : (RFVTR- IT : Radiofrequency volumetric tissue reduction Inferior Turbinate)

Image

แชร์


การใช้คลื่นวิทยุความถี่เพื่อลดการบวมของเยื่อบุจมูก : (RFVTR- IT : Radiofrequency volumetric tissue reduction Inferior Turbinate)

โรคจมูกอักเสบเรื้อรัง (ภูมิแพ้จมูก) เกิดจากเยื่อบุจมูกมีความไวผิดปกติเมื่อสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น เช่น ของที่มีกลิ่นฉุน ฝุ่น ควัน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล และมีเสมหะลงคอ ส่วนใหญ่หากผู้ป่วยหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ร่วมกับการรับประทานยาและใช้ยาพ่นจมูกก็จะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ได้ แต่ในผู้ป่วยบางรายแม้จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้และใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น และบางคนก็มีความจำเป็นที่ไม่สามารถหลีกเสี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ได้ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ต้องการใช้ยา การใช้คลื่นความถี่วิทยุก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาที่จะทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้

วิธีรักษาโดยการใช้คลื่นความถี่วิทยุ
การใช้คลื่นความถี่วิทยุรักษาโรคจมูกอักเสบเรื้อรังหรือเยื่อจมูกบวม เป็นการผ่าตัดเล็กที่นิยมทำกันในปัจจุบัน เพราะสามารถลดอาการคัดจมูก แพ้อากาศ จาม คัน น้ำมูกไหลได้ดี โดยเฉพาะในกรณีโรคจมูกอักเสบเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือในผู้ป่วยที่ไม่อยากใช้ยา เช่น ผู้ป่วยต้องการเลี่ยงอาการข้างเคียงจากการใช้ยา อย่างอาการง่วง ใจสั่น ปากแห้ง คอแห้ง วิธีการรักษาจะเป็นการนำเข็มชนิดพิเศษจิ้มเข้าไปในเยื่อบุจมูกเพื่อส่งคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency) ที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนให้แก่เนื้อเยื่อรอบๆ โดยจะทำให้เกิดการสูญเสียสภาพชั้นใต้เยื่อบุบางส่วน และต่อมาจะเกิดเนื้อเยื่อพังผืด ทำให้มีการหดตัวและลดปริมาตร (Volume Contraction) ของเยื่อบุจมูกที่อุดกั้นโพรงจมูก ทำให้โพรงจมูกโล่งขึ้น นอกจากนี้ คลื่นความถี่สูงยังได้ไปทำลายเส้นต่อมสร้างน้ำมูก ทำให้ลดอาการคัน จาม น้ำมูกไหล และเสมหะลงคอ ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาผลของคลื่นความถี่วิทยุในรายที่มีอาการคัดจมูกเรื้อรัง พบว่าสามารถลดอาการคัดจมูกได้ดี และผลนั้นยังคงอยู่นานราว 3-5 ปี

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการรักษาด้วยวิธีนี้ คือสามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 10-15 นาที  ผลของการลดอาการคัน จาม น้ำมูกไหล และเสมหะลงคอดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเจนใน 4-6 สัปดาห์ ซึ่งจากงานวิจัยในระดับนานาชาติพบว่า คลื่นความถี่วิทยุสามารถลดอาการคัดจมูกได้ดีราวร้อยละ 80 และอาจทำซ้ำได้อีกถ้าผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

การผ่าตัดชนิดนี้เป็นการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางช่องจมูก ผู้ป่วยจึงไม่มีบาดแผลใดๆ ที่มองเห็นได้จากภายนอก การหักกระดูกเทอร์บิเนตอันล่างไปทางด้านข้าง (Lateralization outfracture of it) จนกระทั่งได้ยินเสียงกระดูกหัก การผ่าตัดวิธีนี้จะทำให้อาการคัดจมูกของผู้ป่วยดีขึ้นในระดับปานกลาง มีผลข้างเคียงน้อย แต่ผลที่ได้อาจชั่วคราว เพราะเทอร์บิเนตอันล่างอาจดีดตัวกลับมาได้ ข้อจำกัดของวิธีนี้คือขนาดของเทอร์บิเนตอันล่างจริงๆ แล้วไม่ได้ถูกลดขนาดลง และไม่ได้เอาเนื้อเยื่อของเทอร์บิเนตอันล่างออกเลย

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดด้วยการใช้คลื่นความถี่วิทยุ
เมื่อผู้ป่วยจะเข้ารับการผ่าตัดควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการเป็นไข้หวัดหรือเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจซึ่งอาจทำให้ต้องเลื่อนผ่าตัดออกไป สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิด เช่น กลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดยาก่อนหลายวัน ทั้งนี้ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของผู้ป่วย ซึ่งอาจต้องตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด หรือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแล้วแต่ความจำเป็น หากผลตรวจเป็นปกติผู้ป่วยสามารถมาโรงพยาบาลในวันที่นัดผ่าตัดได้เลย

การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด

  1. ผู้ป่วยจะมีแผลที่เยื่อบุจมูกและวัสดุห้ามเลือดภายในโพรงจมูก อาจมีอาการเจ็บจมูกจากแผลผ่าตัดเล็กน้อย อาจมีน้ำมูกหรือน้ำลายปนเลือดออกมาได้บ้างเล็กน้อย
  2. หลังการผ่าตัด 1-2 วันแรก เยื่อบุจมูกอาจบวมมากขึ้น ทำให้มีอาการคัดจมูกมากขึ้น อาจต้องหายใจทางปาก ดังนั้นจึงควรนอนศีรษะสูง โดยใช้หมอนหนุนหรือนอนบนที่นอนที่สามารถปรับความเอียงได้ อมและประคบน้ำแข็งบ่อยๆ ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก โดยประคบที่หน้าผากหรือคอ เพื่อลดการเลือดออกบริเวณที่มีการผ่าตัด
  3. ผู้ป่วยอาจจะมีไข้หรือมีอาการบวม หรือรู้สึกติดๆ ขัดๆ ตึงๆ คล้ายมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในโพรงจมูก หรือมีเสียงเปลี่ยนได้ ซึ่งอาการดังกล่าวมักจะหายไปภายใน 1 สัปดาห์
  4. ผู้ป่วยจะได้รับยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ยาลดบวม ยาลดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล 
  5. ควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรงๆ การแคะจมูก หรือการกระทบกระเทือนบริเวณจมูก การออกแรงมาก การเล่นกีฬาที่หักโหม หรือยกของหนักหลังผ่าตัดใน 24-48 ชั่วโมงแรก เพราะอาจทำให้มีเลือดออกจากแผลที่เยื่อบุจมูกได้ ถ้ามีเลือดออกจากจมูกควรนอนพัก ยกศีรษะสูง หยอดยาหยอดจมูกห้ามเลือดที่แพทย์สั่งไว้ให้ 3-4 หยดในโพรงจมูกแต่ละข้าง นำน้ำแข็งหรือ Cold pack มาประคบบริเวณหน้าผาก ถ้าเลือดออกไม่หยุดหรือออกมากผิดปกติควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ทันที
  6. หลังผ่าตัด 48-72 ชั่วโมงแรก ควรล้างทำความสะอาดจมูกและแผลผ่าตัดด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ เพื่อป้องกันการเกิดสะเก็ดแผล ซึ่งเกิดจากน้ำมูกไปเกาะที่แผลบนเยื่อบุจมูก เพราะจะทำให้แผลหายช้า ควรล้างวันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย
  7. โดยปกติหลังผ่าตัดประมาณ  3-4  สัปดาห์ แผลที่เยื่อบุจมูกจะหายเป็นปกติ เยื่อบุจมูกจะลดขนาดลง อาการคัดจมูก คัน จาม น้ำมูกไหล เสมหะลงคอจะดีขึ้นหลังการทำผ่าตัดประมาณ 4-6 สัปดาห์ ถ้าอาการดังกล่าวไม่ดีขึ้นจนเห็นได้ชัดภายในระยะเวลาดังกล่าว อาจต้องรับการรักษาซ้ำอีกจนกว่าอาการจะดีขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
หลังผ่าตัดอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกจากแผลผ่าตัต ซึ่งถ้าออกมากจะต้องไปทำการห้ามเลือดในห้องผ่าตัต อาจมีการหายใจลำบาก คัดจมูกจากการบวมของเนื้อเยื่อรอบๆ บริเวณผ่าตัด หรือแผลผ่าตัดติดเชื้อ แต่พบได้น้อย ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ป่วยจะสามารถกลับบ้านได้หลังผ่าตัดโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ยกเว้นบางรายที่แพทย์เห็นสมควรให้นอนพัก

[base64_img]

นพ.อุทัย ประภามณฑล
แพทย์ชำนาญการด้านศัลยกรรม ศีรษะ ลำคอ หลอดลม และกล่องเสียง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 3 ชั้น 4
โทร. 02-467-1111 ต่อ 4416, 4417

แชร์


หากสนใจต้องการปรึกษาแพทย์

กรุณากรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ