Burnout Syndrome ภาวะหมดไฟในการทำงาน อันตรายไหม รักษาและป้องกันอย่างไร ?

Image

แชร์


Burnout Syndrome คืออะไร อันตรายไหม ใครบ้างเสี่ยงเป็น สัญญาณบ่งบอกว่ากำลังหมดไฟในการทำงาน มีอะไรบ้าง เกิดจากอะไร รักษาและป้องกันอย่างไร ?

 

ภาวะหมดไฟในวัยทำงาน BURNOUT SYNDROME คืออะไร ป้องกันอย่างไร ?

 

อาการเครียด หดหู่ เบื่อ ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน ที่ถูกพูดถึงบ่อย ๆ ในโซเชียลว่า Burnout Syndrome หรือ ภาวะหมดไฟในการทำงาน กำลังเป็นปัญหาที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ เนื่องจากความเครียด ความกดดันในการทำงาน

 

หากสังเกตตัวเองแล้วพบว่ามีอาการที่สุ่มเสี่ยงเป็น Burnout Syndrome ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้แนะนำวิธีรับมืออย่างเหมาะสม ก่อนอาการจะรุนแรง นำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์และร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ เหนื่อยล้าเรื้อรัง เป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล

  1. ภาวะหมดไฟในการทำงาน คืออะไร ?
  2. ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นภาวะหมดไฟ
  3. สัญญาณเตือนภาวะหมดไฟในการทำงานมีอะไรบ้าง ?
  4. ภาวะหมดไฟในการทำงานมีผลเสียอย่างไร ?
  5. รับมือภาวะหมดไฟในการทำงานอย่างไรดี ?

 

ภาวะหมดไฟในการทำงาน คืออะไร ?

ภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ ภาวะความอ่อนล้าทางอารมณ์ เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียดเรื้อรัง ทำให้รู้สึกหมดไฟ มองตัวเองในแง่ลบ ไม่มีแรงจูงใจที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน รู้สึกห่างเหินจากผู้ร่วมงาน และไม่รู้สึกผูกพันกับสถานที่ทำงาน

 

ภาวะหมดไฟในการทำงาน ได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโรคใหม่จากองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้อยู่ในแนวทางการวินิจฉัยโรค แม้ยังไม่ถูกจัดว่าเป็นความเจ็บป่วยหรือมีเงื่อนไขทางการแพทย์ (Medical condition) แต่นักวิชาการที่เกี่ยวข้องก็ให้ความสนใจและมีการพูดถึงประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง

 

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นภาวะหมดไฟ

  • ผู้ที่ทำงานหนัก มีภาระงานมาก ทำงานล่วงเวลา
  • งานมีความซับซ้อน รีบเร่ง ทำให้เกิดความกดดัน
  • จริงจังเกินไป ขาดความยืดหยุ่น ยึดติดในความสมบูรณ์แบบ
  • ทำงานที่ไม่ได้มีความรักหรือความปรารถนาที่จะทำ
  • ขาดอำนาจในการตัดสินใจ มีปัญหาการเรียงลำดับความสำคัญของงาน
  • ไม่ได้รับการตอบแทนหรือรางวัลที่เพียงพอต่อสิ่งที่ทุ่มเท
  • ไม่ได้รับความยุติธรรม ขาดความเชื่อใจ และไม่เปิดใจยอมรับ
  • รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม ไร้ตัวตน
  • ระบบบริหารงานหรือค่านิยมองค์กรขัดต่อคุณค่า และจุดมุ่งหมายในชีวิต
  • องค์กรไม่มั่นคง นโยบายบริหารไม่มีความชัดเจน

Burnout Syndrome สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ขาดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เช่น ในผู้ที่มีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบริการ ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ต้องแบกรับความเสี่ยง ความกดดัน ความคาดหวัง ทำให้มีทัศนคติในด้านลบต่องานที่ทำ จึงนำไปสู่ภาวะภาวะหมดไฟในที่สุด

 

สัญญาณเตือนภาวะหมดไฟในการทำงานมีอะไรบ้าง ?

เนื่องจาก Burnout Syndrome เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ต่องานที่ทำในรูปแบบต่าง ๆ หากสงสัยว่าตนเองมีกำลังมีภาวะหมดไฟ สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ดังนี้

  • อาการทางกาย สูญเสียพลังงานหรืออ่อนเพลีย (Exhaustion)

นอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อย หมดแรง ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ ภูมิตก ไม่มีสมาธิ ความสามารถในการจำลดลง

  • อาการทางอารมณ์ รู้สึกไม่อยากทำงาน หรือมีทัศนคติเชิงลบต่องานที่ทำ (Negativism)

รู้สึกเบื่อ ไม่มีความสุข หดหู่ ไม่มีชีวิตชีวา สิ้นหวัง ไม่มีแรงจูงใจ อารมณ์แปรปรวน โกรธ หงุดหงิดง่าย มองโลกในแง่ร้าย ไม่สนใจความรู้สึกผู้อื่น มีความขัดแย้งระหว่างบุคคลมากขึ้น สงสัยในความสามารถของตัวเอง

  • อาการทางพฤติกรรม ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง (Professional Efficacy )

มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนน้อยลง แยกตัวออกจากกลุ่ม หมกมุ่นอยู่กับการทำงาน ไม่กระตือรือร้น ผัดวันประกันพรุ่ง บริหารจัดการเวลาไม่ได้ ขาดความคิดสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไปจนถึงมีการใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์

 

ภาวะหมดไฟในการทำงานมีผลเสียอย่างไร ?

ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) มีความสัมพันธ์กับความเครียด จึงนำไปสู่ปัญหาทางร่างกายและอารมณ์หลายอย่าง ทั้งการนอนไม่หลับ ฝันร้าย ไม่มีสมาธิ เบื่อ หดหู่ ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตเช่น โรคซึมเศร้า ตามมาได้ หรือในบางคนที่มีการใช้ยา สารเสพติด แอลกฮอล์ และมีภาวะเครียดเรื้อรัง ก็นำไปสู่การเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน

 

จะเห็นได้ว่าจิตใจและร่างกายของคนเรามีความสัมพันธ์กัน หากจิตใจมีการเจ็บป่วย ก็จะแสดงออกมาทางพฤติกรรมและร่างกายด้วย

 

แม้ภาวะ Burnout Syndrome จะยังไม่จัดว่าเป็นความเจ็บป่วยหรือมีเงื่อนไขทางการแพทย์ แต่ควรเฝ้าระวัง สังเกตอาการ อย่านิ่งนอนใจจนเกินไป เพราะการรู้เท่าทันโรคจะทำให้คนไข้สามารถรับมือและดูแลตัวเองได้อย่างถูกวิธี ก่อนปัญหาจะลุกลามไปสู่การเป็นโรคอื่น ๆ ที่รักษาได้ยากกว่า

 

รับมือภาวะหมดไฟในการทำงานอย่างไรดี ?

หากพบว่าตนเองมีภาวะหมดไฟในการทำงาน ควรปรับสมดุลชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เพื่อให้กลับสู่ภาวะปกติ ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ นอนอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ขจัดความเหนื่อยล้าที่สะสมมา ช่วยปรับสมดุลร่างกาย
  • ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 3-4 วัน/สัปดาห์ รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด
  • จัดระเบียบการใช้ชีวิต เรียงลำดับความสำคัญของงาน และไม่ควรนำงานกลับมาทำที่บ้านหากไม่จำเป็น
  • ทำสมาธิ ผ่อนคลายความเครียด ยืดหยุ่นในสถานการณ์ต่าง ๆ ให้มากขึ้น ลดความกดดันตนเอง
  • ยิ้มแย้มแจ่มใส สร้างความสัมพันธ์และบรรยากาศที่ดีในการทำงาน
  • ลดการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดความเครียดจากการรับข่าวสารมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้นอนไม่หลับ สมาธิสั้น
  • ปรับทัศนคติในการทำงาน เปิดใจยอมรับคนรอบข้าง ทำความเข้าใจเนื้องาน และองค์กร
  • ลาพักร้อน ท่องเที่ยว เพื่อให้สมองปลอดโปร่ง ปรับสมดุลจิตใจ

 

หากรู้สึกหมดไฟในการทำงาน เครียด หรือหดหู่มาก ๆ การขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างที่ไว้ใจและเข้าใจ เพื่อพูดคุย ระบายความเครียด จะช่วยบรรเทาอาการของภาวะ Burnout Syndrome ได้ แต่หากรู้สึกว่าอาการมีความรุนแรง และไม่สามารถรับมือได้ ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

 

สิ่งสำคัญเมื่อต้องเผชิญกับภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout Syndrome คือการหยุดพักผ่อน ให้เวลาตัวเองได้จัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ เพื่อปรับสมดุลชีวิตให้กลับสู่ภาวะปกติ และหา Work Life Balance ในการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมามีภาวะ Burnout อีก

แชร์


Loading...