หลายครั้งที่เราได้ยินใครๆ พูดว่า ‘โรคสมองเสื่อมก็คือโรคอัลไซเมอร์นั่นแหละ’ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่เป็น ‘โรคสมองเสื่อม’ ก็ไม่ได้มีอาการหรือต้องเป็น ‘โรคอัลไซเมอร์’ เสมอไป เพราะโรคสมองเสื่อมนั้นมีอยู่หลายชนิด โดยมีสาเหตุและอาการที่แตกต่างกัน
โรคสมองเสื่อมกับโรคอัลไซเมอร์ แตกต่างกันอย่างไร?
คำว่า ‘โรคสมองเสื่อม’ กับ ‘โรคอัลไซเมอร์’ นั้นแตกต่างกัน เนื่องจากโรคสมองเสื่อมเราจะใช้เรียกกลุ่มอาการผิดปกติที่เกิดจากความเสื่อมของสมอง ซึ่งเกิดได้จากหลายกลุ่มปัจจัย เพียงแต่โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ คือชนิดที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มโรคสมองเสื่อม ทำให้คนทั่วไปคิดว่าเมื่อเป็นโรคสมองเสื่อมจะหมายถึงเป็นโรคอัลไซเมอร์นั่นเอง
กลุ่มอาการและชนิดของโรคสมองเสื่อม
เราสามารถแบ่งกลุ่มอาการและชนิดของโรคสมองเสื่อม เป็นโรคต่างๆ ได้ ดังนี้
- สมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)
โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์กับความชราจึงพบมากในผู้สูงอายุราว 60 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันก็พบว่า มีผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี มากขึ้นเรื่อย ๆ โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่กระทบกับเรื่องของความจำ ความคิด การตัดสินใจ การพูด การสื่อสาร ซึ่งส่งผลให้มีปัญหาด้านพฤติกรรม ดังนั้นผู้ป่วยจึงมักมาด้วยอาการ หลงลืม ไม่สามารถทำในสิ่งที่เคยทำได้ อย่างการหลงทางในเส้นทางเดิมๆ ที่เคยใช้ในชีวิตประจำวัน กลับบ้านไม่ถูก หรือไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความคิด ความประณีต ลืมชื่อคนใกล้ชิด ลืมเหตุการณ์ที่ผ่านมาหรือลืมเพียงบางส่วน นอกจากอาการหลงลืม ผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านอารมณ์ เช่น หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า เป็นต้นหากจะถามว่า แล้วใครบ้างล่ะที่มีความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์? คงต้องบอกว่า เนื่องจากยังไม่ทราบปัจจัยที่ชัดเจนในการเกิดโรค จึงระบุกลุ่มเสี่ยงที่แน่นอนไม่ได้ แต่บางส่วนอาจมีความเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่สำหรับเรื่องของพันธุกรรมนั้นต้องบอกว่ามีความสัมพันธ์กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยๆ
วิธีป้องกันอัลไซเมอร์มีหรือไม่ คำตอบคือ ยังไม่มี แต่สิ่งหนึ่งที่แพทย์แนะนำเสมอในการลดความเสี่ยงก็คือ การออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ โดยหลักการออกกำลังกายให้ได้ประโยชน์นั้น ควรทำต่อเนื่องวันละ 30 นาที อย่างน้อยวันเว้นวัน
- สมองเสื่อมจากพาร์กินสัน (Parkinson disease)
เป็นความเสื่อมของสมอง และยังเกี่ยวเนื่องกับการควบคุมการเคลื่อนไหว เราจึงเห็นผู้ป่วยพาร์กินสันมีปัญหาเกี่ยวกับการเดิน มีอาการมือสั่น และเมื่อมีความเสื่อมมากขึ้นก็จะส่งผลต่อระบบความจำด้วย - สมองเสื่อมจากภาวะสมองขาดเลือด (Vascular Dementia)
เกิดจากการที่ผู้ป่วยมีเส้นเลือดสมองตีบ แตก สมองเสียหายหรือตายไปบางส่วน จึงนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมได้ - สมองเสื่อมจากกลุ่มปัจจัยอื่นๆ
เช่น มีความสัมพันธ์กับพันธุกรรม การได้รับสารเคมีบางชนิด หรือเป็นโรคสมองอักเสบ
การตรวจวินิจฉัยโรคสมองเสื่อม
การตรวจวินิจฉัยโรคสมองเสื่อมจะทำร่วมกันหลายวิธี ได้แก่
- การตรวจด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง
- การตรวจประเมินโดยนักจิตวิทยา
- การตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
- การเจาะเลือดหาความผิดปกติของบางโรคที่ทำให้มีปัญหาเรื่องความจำ เช่น ตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ ตรวจภาวะโลหิตจาง และตรวจซิฟิลิส
- อาจมีการตรวจบางโรค ที่แม้จะไม่ใช่เหตุผลหลักแต่เป็นปัจจัยร่วมในการเกิดโรค อย่างโรคเบาหวาน ไขมันในเลือด เป็นต้น
เมื่อได้รับการตรวจอย่างละเอียดแล้ว แพทย์จะวินิจฉัยและบอกได้ว่าผู้ป่วยมีอาการสมองเสื่อมชนิดใด เพื่อวางแผนการรักษาอย่างถูกต้องตรงจุด ซึ่งเหตุผลหลักที่ต้องทราบว่าผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มโรคสมองเสื่อมชนิดใดนั้น เนื่องจากการรักษาโรคสมองเสื่อมในแต่ละสาเหตุจะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน
การรักษาโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์
การรักษาโรคสมองเสื่อมในปัจจุบัน แพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยา และสิ่งที่แพทย์จะบอกผู้ป่วยและญาติเสมอคือ ในปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถรักษาโรคสมองเสื่อม โดยเฉพาะโรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ให้หายขาดได้ แต่การกินยาจะช่วยชะลอให้โรคที่เป็นอยู่ดำเนินช้าลง สมองจึงเสื่อมช้าลง ดังนั้นการตรวจพบอาการสมองเสื่อมได้เร็ว ผลการรักษาก็จะดีกว่า และช่วยชะลอความเสื่อมได้มากกว่า
การดูแลรักษาโรคสมองเสื่อมให้ครอบคลุมแบบองค์รวม
การรักษาผู้ป่วยสมองเสื่อมจะเป็นการดูแลแบบองค์รวม โดยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์สหสาขา จึงทำให้การตรวจรักษาแต่ละครั้ง นอกจากจะรักษาโดยแพทย์ระบบประสาทและสมองแล้ว ยังมีการดูแลด้านสภาวะอารมณ์โดยจิตแพทย์ร่วมด้วยเสมอ นอกจากนี้ในทุก 6 เดือน จะมีการตรวจประเมินภาวะจิตใจจากนักจิตวิทยาร่วมด้วย อีกทั้งทาง รพ.พญาไท 3 ยังได้มีการเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยได้ฝึกการบริหารสมอง (Brain Exercises) กับนักกายภาพบำบัด เพื่อเป็นการดูแลและฟื้นฟูสมองไปพร้อมๆ กับการรักษา
การรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ พร้อมให้ความสำคัญกับญาติผู้ดูแล
เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า การรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนั้น ผู้ดูแลก็มีความสำคัญอย่างมาก แม้ผู้ป่วยที่เป็นในระยะแรกถึงปานกลางอาจจะยังไม่ต้องพึ่งพาผู้ดูแลมากนัก แต่เมื่อใดที่โรคดำเนินไปถึงระดับหนึ่ง ผู้ป่วยจะต้องพึ่งพาญาติหรือผู้ดูแลมากขึ้น รวมถึงภาวะอารมณ์ของผู้ป่วยจะส่งผลกระทบกับผู้ดูแล ดังนั้นในทุกครั้งที่ผู้ป่วยมารับการรักษา แพทย์จะต้องพูดคุยกับผู้ดูแลร่วมด้วยเสมอ
ในการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม นอกเหนือจากการทานยารักษาและการบริหารสมองแล้ว การส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้เข้าสังคมก็คือเรื่องที่ดี เพราะมีความเชื่อว่า แม้ในคนปกติที่ไม่ได้ป่วย การเข้าสังคมนั้นเป็นเสมือนตัวช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง และในมุมของผู้ป่วยสมองเสื่อม การเข้าสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวจะช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง และสร้างความสุขให้กับผู้ป่วยได้อีกทางหนึ่ง
