มะเร็งถุงน้ำดี คืออะไร? สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษา

Image

แชร์


มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder carcinoma) เป็นมะเร็งที่พบได้น้อย อุบัติการณ์ของโรคทั่วโลกพบประมาณ น้อยกว่า 5 คน ต่อ ประชากร 100,000 คน แต่พบมากขึ้นในประชากรอินเดียตอนเหนือ อเมริกาใต้ ญี่ปุ่น

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่

  • นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstone) เนื่องจากทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของผนังถุงน้ำดี
  • ภาวะหินปูนเกาะเคลือบผนังถุงน้ำดี (Porcelain gallbladder)
  • ติ่งเนื้องอกถุงน้ำดี (Gallbladder adenomatous polyp)
  • บุหรี่
  • การติดเชื้อแบคทีเรียบางประเภท เช่น Thyphoid
  • การอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี (Primary sclerosing cholangitis)
  • ความผิดปกติของยีนกลายพันธุ์
  • กายวิภาคทางเดินท่อน้ำดีและท่อตับอ่อนผิดปกติ (anomalous pancreaticobiliary junction)

 

อาการของมะเร็งถุงน้ำดี

มะเร็งถุงน้ำดีเป็นโรคที่มัก ไม่แสดงอาการในระยะแรก คล้ายกับมะเร็งหลายชนิด ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวจนกระทั่งโรคเข้าสู่ระยะที่ลุกลามแล้ว หากเริ่มมีอาการ มักเป็นสัญญาณว่ามะเร็งอยู่ในระยะที่ค่อนข้างมาก

 

อาการที่ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ ได้แก่

  • ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา
  • เบื่ออาหาร รู้สึกอิ่มง่าย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง จากภาวะท่อน้ำดีอุดตัน
  • คลำพบก้อนในช่องท้องบริเวณชายโครงขวา

 

ในบางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการเฉียบพลัน เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ หรือ ท่อน้ำดีอักเสบ ซึ่งภายหลังตรวจเพิ่มเติมจึงพบว่ามีมะเร็งถุงน้ำดีซ่อนอยู่ นอกจากนี้ มะเร็งถุงน้ำดีจำนวนไม่น้อยถูกตรวจพบ โดยบังเอิญ จากการตรวจชิ้นเนื้อหลังผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยสาเหตุอื่น เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือติ่งเนื้อในถุงน้ำดี ทั้งที่ผู้ป่วยไม่เคยมีอาการสงสัยมาก่อน ด้วยเหตุนี้ หากมีอาการผิดปกติบริเวณช่องท้อง หรือมีประวัติโรคถุงน้ำดี ควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

การตรวจเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัยโรค

  • แพทย์อาจเริ่มต้นจากการทำอัลตราซาวด์ ทั้งนี้หากพบก้อนในถุงน้ำดี แพทย์จะพิจารณา ส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (CT abdomen) หรือตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่องท้อง (MRI abdomen) เพื่อช่วยในการยืนยันลักษณะตัวโรค และระยะของโรค ซึ่งมีผลต่อการวางแผนการรักษา
  • โดยทั่วไปการเจาะตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยก่อนการรักษา กรณีจากภาพวินิจฉัยทางรังสีสงสัยมะเร็ง จะไม่แนะนำหากแพทย์พิจารณาแล้วว่าน่าจะผ่าตัดได้ เนื่องจากการเจาะชิ้นเนื้อถุงน้ำดี จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระจายมาที่เยื่อบุช่องท้อง

 

การรักษา

  • ขึ้นกับระยะของโรคจากภาพวินิจฉัยทางรังสี ว่าสามารถผ่าตัดได้หรือไม่
  • ปัจจุบัน การผ่าตัด (Extended cholecystectomy) เป็นการรักษาเดียวที่มีโอกาสหายขาดจากตัวโรค หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าผ่าตัดได้ แพทย์จะผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกพร้อมเนื้อตับส่วนที่ติดกับถุงน้ำดี (Liver resection) พร้อมเลาะต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง (Lymphadenectomy) ทั้งนี้หากตรวจพบว่ามีการกระจายของมะเร็งมาที่ท่อน้ำดี จะต้องตัดท่อน้ำดี (Bile duct resection) พร้อมทำทางเบี่ยงท่อน้ำดีกับลำไส้เล็กร่วมด้วย
  • หากก้อนมีขนาดใหญ่มาก ติดอวัยวะข้างเคียง ที่พบบ่อย เช่น ติดกระเพาะอาหาร, ลำไส้เล็กส่วนต้นหรือหัวตับอ่อน แพทย์อาจพิจารณา ตัดลำไส้ส่วนต้นพร้อม ส่วนหัวตับอ่อนร่วมด้วย (Hepato-pancreatoduodenectomy) บ่งชี้ถึงการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี การผ่าตัดมีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่สูงมาก พิจารณาผ่าตัดในสถาบันการแพทย์ที่มีผู้เชี่ยวชาญและความพร้อมสูงเท่านั้น
  • ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)การฉายรังสี (Radiotherapy) และยาพุ่งเป้า (Targeted therapy)

 

การให้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีขึ้นอยู่กับระยะของโรค สูตรของยาเคมีบำบัด และเป้าหมายของการรักษา เช่น ให้เพิ่มเติมหลังผ่าตัด (Adjuvant chemotherapy) ให้เพื่อประคับประคองตัวโรค กรณีที่ผ่าตัดไม่ได้ (Palliative chemotherapy) ส่วนการให้ยาก่อนการผ่าตัด (Neoadjuvant chemotherapy) และยาพุ่งเป้า (Targeted therapy) อยู่ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูลการศึกษา  แพทย์จะพิจารณาผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป

 

การพยากรณ์โรค

มะเร็งถุงน้ำดี มีการพยากรณ์โรคที่แย่ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากที่มีอาการมักเป็นผู้ป่วยที่มีระยะของโรคที่มากแล้ว  มีการกระจายไปอวัยวะอื่น  ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูง อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่ 5 ปี < 30% หากกระจายมาที่อวัยวะข้างเคียงหรือต่อมน้ำเหลือง และอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี < 5% หากกระจายไปอวัยวะที่อยู่ไกลออกไป

 

แต่หากเป็นระยะต้นที่ไม่มีการกระจาย สามารถผ่าตัดได้  สามารถมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ได้สูงถึง 70%  ซึ่งพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้มักไม่มีอาการ หรือพบโดยบังเอิญจากการทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง หรือพบโดยบังเอิญจากการผ่าตัดถุงน้ำดีจากสาเหตุอื่น

 

การป้องกันและตรวจคัดกรองมะเร็งถุงน้ำดี

  • ค่ามะเร็งในเลือด (Tumor marker) เช่น CEA, CA 19-9 อาจขึ้นได้ในมะเร็งถุงน้ำดี แต่ไม่เสมอไป และอาจให้ผลบวกหรือผลลบลวงได้
  • เนื่องจากมะเร็งถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับนิ่วในถุงน้ำดี  ดังนั้นปัจจัยที่ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี เช่น ภาวะอ้วน สามารถป้องกันได้โดยการควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทั้งนี้นิ่วในถุงน้ำดีไม่แนะนำต้องเข้ารับการผ่าตัดทุกรายเพื่อป้องกันมะเร็งถุงน้ำดี แพทย์จะแนะนำต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดท้องจากนิ่วในถุงน้ำดี  ถุงน้ำดีอักเสบ หรือ พิจารณาผ่าตัด หากนิ่วมีขนาดใหญ่มาก (>2-3 cm.)
  • ส่วนติ่งเนื้อถุงน้ำดี (Gallbladder polyp) เนื่องจากติ่งเนื้อถุงน้ำดีส่วนใหญ่เกิดจากการสะสมของคอเลสเตอรอล (Cholesterol polyp) ซึ่งไม่มีความเสี่ยงของมะเร็งถุงน้ำดี ดังนั้นแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดติ่งเนื้อถุงน้ำดี ต่อเมื่อมีขนาดมากกว่า 1 ซม. ขึ้นไปเท่านั้น ที่เพิ่มความเสี่ยงพบติ่งเนื้องอกถุงน้ำดี(Adenomatous polyp) ที่กลายเป็นมะเร็งถุงน้ำดีได้
  • จะเห็นได้ว่าส่วนที่เราสามารถป้องกันมะเร็งถุงน้ำดีเองได้ คือ ไม่สูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีการตรวจคัดกรองมาตรฐานที่ใช้คัดกรองมะเร็งถุงน้ำดี  การทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง เพื่อดูนิ่วหรือติ่งเนื้อถุงน้ำดี เป็นการตรวจที่ความเสี่ยงน้อยมากและไม่เจ็บตัว สามารถตรวจสุขภาพได้โดยทั่วไป  ถือเป็นการป้องกันทางอ้อม
Loading...

แชร์


Loading...