สถานการณ์การระบาดของโรคพิษสุนัขบ้ากลับมา “น่าเป็นห่วง” อีกครั้ง เมื่อสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้ประกาศให้ 22 จังหวัดในประเทศไทยเป็นเขตโรคระบาดชั่วคราว หลังจากพบว่ามีสัตว์ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งมีผู้เสียชีวิตใน 3 จังหวัดคือสงขลา ตรัง และสุรินทร์ โดยประชาชนกลุ่มที่เสี่ยงคือเด็กๆ ที่อาจระวังตัวเองดีไม่พอ… เรามาฟังคำแนะนำจาก พญ.ฐิติอร นาคบุญนำ กุมารแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ ศูนย์สุขภาพเด็ก รพ.พญาไท 3 ว่าควรดูแลบุตรหลานอย่างไร
ไม่ใช่แค่สุนัข ที่เป็นต้นเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า
โรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากเชื้อไวรัสเรบีส์ เป็นได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว ชะนี ลิง กระรอก ค้างคาว หนู แม้แต่วัว ควาย แพะ ซึ่งโรคนี้หากเกิดอาการแล้วจะเสียชีวิตทุกราย 100% โดยเชื้อนี้สามารถแพร่จากสัตว์ที่ติดเชื้อ/เป็นโรคพิษสุนัขบ้าสู่มนุษย์ ผ่านการกัด ข่วน ผ่านทางบาดแผล เยื่อบุตา จมูก ปาก แพร่เชื้อทางน้ำลายของสัตว์ป่วย
อาการแบบนี้… เสี่ยงติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า
ใช่ว่าคนที่ติดเชื้อจะมีอาการทันที คุณหมอฐิติอร อธิบายว่าบางคนมีอาการหลังรับเชื้อ 3 สัปดาห์ถึง 6 เดือน บางรายนานถึง 1 ปี โดยอาการเริ่มแรกคือ เบื่ออาหาร เจ็บคอ มีไข้ อ่อนเพลีย คันรุนแรงบริเวณบาดแผล พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง กระสับกระส่าย กลัวแสงกลัวลม ไม่ชอบเสียงดัง เพ้อเจ้อ กลืนลำบาก ปวดท้องน้อย กล้ามเนื้อขากระตุก แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เกร็ง อัมพาตและเสียชีวิตในที่สุด
5 ย.” ป้องกันการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า
คุณหมอฐิติอร บอกว่า เราสามารถลดความเสี่ยงจากการถูกสุนัขกัดด้วยคาถา 5 ย. “อย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง”ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์ที่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้า หากที่บ้านมีสัตว์เลี้ยงต้องนำไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี ทำหมันและฉีดยาคุมเพื่อควบคุมไม่ให้จำนวนมากเกินไป และผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีเลี้ยงสัตว์เพราะยังไม่สามารถดูแลสุนัขได้อย่างปลอดภัย เมื่อถูกสุนัขกัดต้องรีบล้างแผล ใส่ยา กักสุนัขเพื่อสังเกตอาการเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน ไปพบแพทย์ และ ฉีดวัคซีนจนครบ
ใครบ้าง ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือทำงานที่เสี่ยงต่อการติดโรค เช่น ผู้ที่ดูแลหรือสัมผัสสัตว์ เด็กที่ชอบเล่นกับสุนัข บุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับสัตว์ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้และเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาด เป็นต้น ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบป้องกันล่วงหน้า ก่อนถูกกัด ในวันที่ 0,7 และ 21 (หรือ28) เมื่อฉีดครบ 3 เข็มแล้วให้ถือว่าครบวัคซีนชุดแรก
- คนกลุ่มนี้ถ้าถูกสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดหลัง 6 เดือนที่ได้รับวัคซีน ควรฉีดวัคซีนกระตุ้น 2 ครั้ง ในวันที่ 0 และ 3
- ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าสูง หลังจากฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบป้องกันล่วงหน้าครบ 3 เข็มแล้ว ควรตรวจเลือดดูระดับภูมิต้านทานทุก 6 เดือน หรือทุก 1 – 2 ปี ถ้าพบว่ามีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปลอดภัย ก็ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำ
โดยร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลายเชื้อโรคได้เอง หลังได้รับวัคซีนครบ 10-14 วัน
ข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า
- หญิงตั้งครรภ์ไม่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีนและ อิมมูโนโกลบูลิน เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อตาย
- กรณีผู้ติดเชื้อ HIV, หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อม หรือกำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกันให้ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อร่วมกับอิมมูโนโกลบูลินทุกกรณี
ไม่ต้องร้อนใจ หากมีอาการข้างเคียงเหล่านี้
- ไม่มีรายงานแพ้วัคซีนรุนแรง อาจจะมีปฏิกิริยากับวัคซีน เช่น ปวดแดง ร้อน คัน หรือพบปฏิกิริยาทั่วไป เช่น ไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มักจะหายเอง หรือเมื่อให้การรักษาตามอาการ
- กรณีที่ได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นบ่อยๆ อาจจะมี Serum sickness หรือลมพิษ แต่มักไม่รุนแรง
