เฝ้าระวังวัยหมดประจำเดือนเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

Image

แชร์


เฝ้าระวังวัยหมดประจำเดือนเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

วัยทอง วัยหมดประจำเดือน เสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้นได้อย่างไร รู้สาเหตุ แนวทางป้องกัน และวิธีดูแลตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงรุนแรง

 

วัยทองเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ทุกคนต้องเผชิญ โดยเฉพาะผู้หญิงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากการหยุดทำงานของรังไข่ สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ วัยทองไม่ได้ส่งผลเพียงแค่อาการร้อนวูบวาบหรืออารมณ์แปรปรวนเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

 

โรคหัวใจกับภาวะวัยทองสัมพันธ์กันอย่างไร ? ป้องกันได้หรือไม่ ? อาการแบบไหนที่ต้องเฝ้าระวัง ? เช็กสุขภาพตัวเองและคนที่คุณรักก่อนสาย พร้อมแนวทางดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม

 

โรคหัวใจในภาวะวัยทองสัมพันธ์กันอย่างไร?

วัยทองคือช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศลดลง โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงและฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในผู้ชาย ฮอร์โมนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการปกป้องหัวใจและหลอดเลือด

 

ผลกระทบของการลดลงของฮอร์โมน

 

  •     การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน : การสูญเสียเอสโตรเจน ทำให้หลอดเลือดแดงสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดการแข็งตัวของผนังหลอดเลือดได้ง่าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
  •     ระดับคอเลสเตอรอลที่แย่ลง : ระดับคอเลสเตอรอลเปลี่ยนแปลง โดย LDL (คอเลสเตอรอลเสีย) เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ HDL (คอเลสเตอรอลดี) ลดลง
  •     ความดันโลหิตมีแนวโน้มสูงขึ้น : เนื่องจากหลอดเลือดแข็งตัวและเสียความยืดหยุ่น
  •     การเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญ : การเผาผลาญอาหารอาจช้าลง ทำให้น้ำหนักขึ้นง่าย เกิดการเพิ่มขึ้นของไขมันในช่องท้องซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือด
  •     ความต้านทานต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น : ส่งผลให้เสี่ยงต่อเบาหวานและโรคหัวใจมากขึ้น

 

ข้อควรรู้ :

 

การศึกษาพบว่าผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับก่อนหมดประจำเดือน ในผู้ชายวัยทองความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่ลดลง สัมพันธ์กับหลายภาวะสุขภาพ โดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือด,ไขมันในเลือดสูงและเมื่อเข้าสู่วัยทองในวัย 70 ปี ขึ้นไป จะยิ่งสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า, การสูญเสียงมวลกล้ามเนื้อ รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจและหัวใจล้มเหลวได้มากขึ้น

 

โรคหัวใจในภาวะวัยทองในเพศชาย-หญิง ต่างกันไหม?

 

แม้ทั้งชายและหญิงในวัยทองจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้น แต่มีความแตกต่างที่สำคัญ

 

ผู้ชายวัยทอง :

 

ช่วงเวลาที่เข้าสู่วัยทองของผู้ชาย เริ่มตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป โดยฮอร์โมนลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป การเปลี่ยนแปลงจึงค่อนข้างช้าแต่สะสมเป็นเวลานาน หากมีอาการของโรคหัวใจมักชัดเจน เช่น เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก

 

ผู้หญิงวัยทอง :

 

ช่วงเวลาที่เข้าสู่วัยทองของผู้หญิงโดยทั่วไปอยู่ในช่วงอายุ 45-55 ปี เมื่อมีการหมดประจำเดือน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเกิดอย่างรวดเร็วจึงทำให้ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน และอาการมักไม่ชัดเจนอาจมีเพียงอ่อนเพลีย คลื่นไส้ เหนื่อยง่าย มากกว่าอาการเจ็บหน้าอกแบบทั่วไป

 

ทำให้หลาย ๆ คน ละเลยการตรวจเช็ก ทำให้ผู้หญิงมักถูกวินิจฉัยโรคหัวใจช้ากว่าผู้ชาย เนื่องจากอาการไม่เด่นชัด ส่งผลให้ผู้หญิงมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า

 

ผู้หญิงวัยทองกับโรคหัวใจที่ไม่ควรมองข้าม

สมัยก่อนอาการวัยทองในผู้หญิงเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากการที่รังไข่หยุดทำงาน คือ อายุมากกว่า 40 ปี ทำให้พบความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในช่วงอายุมากกว่า 40 – 45 ปี

 

แต่จากข้อมูลในปัจจุบัน พบว่าสามารถพบอาการวัยทองได้เร็วขึ้น โดยพบได้ตั้งแต่อายุยังน้อย 30 ปี ทำให้เกิดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้เช่นกัน ซึ่งปัจจัยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดจาก ความเครียด สูบบุหรี่ ทานอาหารจังก์ฟู้ดส์ ไขมันสูง ขาดการออกกำลังกาย

 

รวมถึงในเคสที่มีการผ่าตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง ซึ่งเกิดได้ในอายุน้อยกว่า 40 ปี โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้มากขึ้น

 

รับมือวัยทองเร็ว (หลังผ่าตัดรังไข่ออก) เสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้น

วัยทองเร็ว หรือมีภาวะหมดประจำเดือนเร็วที่เกิดจากการผ่าตัด คือภาวะหมดประจำเดือนที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัดเอารังไข่ออก (Surgical Menopause) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดแดงแข็ง มากกว่าวัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ (Natural Menopause) สาเหตุเกิดจาก

 

1. การสูญเสียฮอร์โมนอย่างฉับพลัน (Abrupt Hormonal Withdrawal)

 

Surgical Menopause

(วัยหมดประจำเดือนที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัด)

Natural Menopause

(วัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ)

      Estrogen ลดลง อย่างกะทันหัน 100% ภายในไม่กี่วัน

      ไม่มี Transition Period

       ร่างกายไม่มีเวลาพัฒนา Compensatory Mechanisms

       Estrogen ลดลงค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Decline)

      ร่างกายมีเวลาปรับตัว (Adaptation Period)

2. ระยะเวลาที่ร่างกายขาดเอสโตรเจนนานขึ้น

 

ถ้าผ่าตัดเอารังไข่ออกในช่วงอายุมากกว่า 40 ปี ร่างกายจะต้องอยู่ในภาวะที่ขาดเอสโตรเจนนานกว่าคนที่หมดประจำเดือนตามธรรมชาติ

  • โดยปกติ ผู้หญิงจะหมดประจำเดือนเฉลี่ยตอนอายุประมาณ 51 ปี
  • หากผ่าตัดก่อนถึงวัยนี้ เช่น ตอนอายุ 40 ปี → แปลว่าร่างกายต้องขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนไปก่อนเวลา และนานกว่าอีกประมาณ 10–15 ปี 

 

ผลที่เกิดขึ้น

  1. ร่างกายได้รับผลกระทบจาก “ภาวะที่มีเอสโตรเจนน้อย” (Hypoestrogenic State) สะสมมากขึ้นตามเวลา
  2. ส่งผลต่อหัวใจ หลอดเลือด กระดูก การเผาผลาญ และมีอาการวัยทองได้มากกว่า
  3. ผลกระทบของการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อหลอดเลือด

 

เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วย ปกป้องหัวใจและหลอดเลือด เมื่อเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว (เช่น หลังผ่าตัดเอารังไข่ออก) จะทำให้การทำงานของหลอดเลือดแย่ลงและเสี่ยงโรคหัวใจมากขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญ (Metabolic Profile)

หลังการผ่าตัดเอารังไข่ออก (Surgical Menopause) ทำให้เอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านการเผาผลาญหลายอย่าง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และความอ้วนลงพุง

 

สิ่งที่มักพบหลัง Surgical Menopause

 

  • คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) และไขมันไม่ดี (LDL-C) เพิ่มขึ้น
  • ไขมันดี (HDL-C) ลดลง
  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) เพิ่มขึ้น
  • ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องเพิ่มขึ้น (Central Obesity / Visceral fat) → ทำให้รูปร่างอ้วนลงพุงง่ายขึ้น
  • ภาวะดื้ออินซูลินเพิ่มขึ้น → น้ำตาลในเลือดจัดการได้แย่ลง
  • ความเสี่ยงต่อ Metabolic Syndrome สูงขึ้น (กลุ่มอาการที่รวมความดันสูง ไขมันผิดปกติ น้ำตาลสูง และอ้วนลงพุง)

 

ความสำคัญของฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโรคหัวใจ

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพหัวใจ โดยมีบทบาทช่วยให้ระบบหลอดเลือดทำงานดี เช่น

 

  • ช่วยให้หลอดเลือด ขยายตัวได้ดี ผ่านการสร้าง Nitric Oxide
  • ช่วย ลดไขมันไม่ดี (LDL) และเพิ่ม ไขมันดี (HDL)
  • ลดการเกิด อนุมูลอิสระ (Oxidative Stress)
  • ลดการอักเสบในหลอดเลือด
  • ป้องกันไม่ให้เซลล์บุผนังหลอดเลือดเสียหาย (Endothelial Dysfunction)
  • ชะลอความแข็งตัวของผนังหลอดเลือด (Arterial Stiffness)

 

เมื่อเอสโตรเจนลดลงแบบฉับพลัน จะเกิดอะไรขึ้น?

  • ความผิดปกติของผนังหลอดเลือด (Endothelial Dysfunction) เกิดเร็วขึ้น
  • การเกิดคราบไขมันในผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis) เร็วขึ้น
  • หลอดเลือดแข็งตัวมากขึ้น ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี

 

ข้อควรรู้ : จากงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่เข้าสู่ Surgical Menopause ก่อนอายุ 40 ปี มีความเสี่ยงสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

      ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) เพิ่มขึ้น 2–3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่หมดประจำเดือนตามธรรมชาติ

      ความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (All-Cause Mortality) สูงขึ้น

      ผลลัพธ์ทางสุขภาพจะ แย่ลงมาก หาก ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทน (HRT) หลังผ่าตัด

สังเกตอาการโรคหัวใจและหลอดเลือดในวัยทอง

การรู้จักอาการเตือนของโรคหัวใจสามารถช่วยชีวิตได้ โดยเฉพาะในวัยทองที่ความเสี่ยงสูงขึ้น

 

อาการเตือนโรคหัวใจในวัยทองที่ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน

  • ใจสั่น หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ – อาจเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ปวดขาเมื่อเดิน – อาจเป็นสัญญาณของหลอดเลือดตีบ
  • บวมที่ขาหรือข้อเท้า – อาจเป็นสัญญาณของหัวใจล้มเหลว
  • อ่อนเพลีย หมดแรงเรื้อรัง – โดยเฉพาะหากแย่ลงเรื่อย ๆ
  • นอนกรนหนัก หยุดหายใจขณะหลับ – เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
  • ไอไม่หาย โดยเฉพาะเมื่อนอนราบ – อาจเป็นสัญญาณของน้ำคั่งในปอด

 

อาการโรคหัวใจในวัยทองฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

 

  • เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนถูกอะไรกดทับหรือบีบรัด อาจลามไปที่หัวไหล่ แขน คอ ขากรรไกร หรือหลัง
  • อาการใจสั่น (Heart Palpitations) รู้สึกหัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ
  • หายใจไม่ออกหรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อพักผ่อนหรือออกแรงเพียงเล็กน้อย
  • เหงื่อออกผิดปกติ เหงื่อออกเย็นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • ปวดขาเวลาเดิน แขนขาอ่อนแรง เสี่ยงภาวะหลอดเลือดตีบ
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน โดยเฉพาะในผู้หญิง อาจเป็นอาการของหัวใจวาย
  • วิงเวียนหรือเป็นลมฉับพลัน อาจเป็นสัญญาณว่าหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เพียงพอ
  • อ่อนเพลียผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้หญิง เหนื่อยง่ายผิดปกติจากกิจกรรมธรรมดา

 

หากมีอาการฉุกเฉินใด ๆ ข้างต้น โดยเฉพาะเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือเป็นลมฉับพลัน ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที อย่ารอให้อาการหายเอง เพราะเวลามีความสำคัญมากในการรักษาโรคหัวใจเฉียบพลัน

 

แนวทางการตรวจเช็กโรคหัวใจและหลอดเลือดในวัยทอง

แนวทางการตรวจเช็กโรคหัวใจและหลอดเลือดในวัยทองควรเริ่มจากการตรวจสุขภาพพื้นฐานประจำปี เช่น

 

  • ตรวจความดันโลหิตและระดับไขมันในเลือด
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตรวจสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจ เพื่อดูจังหวะการเต้นและความผิดปกติเบื้องต้น
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (Echocardiogram) ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสร้างภาพหัวใจ เพื่อประเมินขนาด การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และลิ้นหัวใจ
  • การตรวจหาคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Calcium Score) เพื่อประเมินความเสี่ยงและการทำงานของหัวใจ

 

ในกรณีที่มีอาการต้องสงสัยอาจตรวจด้วยวิธีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CT Angiography Coronary Artery) รวมไปถึงการตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยวิธีอื่น ๆ ขึ้นกับข้อบ่งชี้และดุลยพินิจของแพทย์

 

การดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจในวัยทอง

 

  • ปรึกษาแพทย์ ตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำ และตรวจเช็กสุขภาพหัวใจหากมีข้อบ่งชี้
  • หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง ฯลฯ ควรดูแลควบคุมโรคให้ได้ตามเกณฑ์ของข้อบ่งชี้
  • รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเน้นอาหารไขมันต่ำ ไฟเบอร์สูง ผักและผลไม้ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอเช่น การออกกำลังกายแบบแอโรบิก
  • ควบคุมน้ำหนัก ดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • งดสูบบุหรี่และจำกัดแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
  • จัดการความเครียด ลดความเครียดสะสมซึ่งส่งผลต่อสุขภาพหัวใจ

 

การดูแลตัวเองสำหรับผู้ที่มีภาวะหมดประจำเดือนเร็วจากการผ่าตัดรังไข่

การดูแลตัวเองของผู้ที่ Surgical Menopause หรือภาวะหมดประจำเดือนจากการผ่าตัดรังไข่ ตอนอายุน้อย (< 40–45 ปี) ควรได้รับการดูแลเพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวต่อหัวใจ กระดูก และระบบเผาผลาญ ดังนี้

 

  1. พิจารณาให้ฮอร์โมนทดแทน (HRT)

แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนทดแทน ต่อเนื่องจนถึงอายุประมาณ 51 ปี ซึ่งเป็นอายุเฉลี่ยของการหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ → เพื่อช่วยลดความเสี่ยงหัวใจ กระดูกพรุน และปรับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

 

  1. เฝ้าติดตามปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ (Cardiovascular Risk Factors)

ต้องคอยเช็กสัญญาณเสี่ยง เช่น ไขมันในเลือด ความดันโลหิต น้ำหนัก รอบเอว น้ำตาลในเลือด

 

  1. ปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification)

เน้น 3 เรื่องหลัก คือ

1.การกินอาหารดีต่อหัวใจ ลดหวาน มัน เค็ม

2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทั้งคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง

3.ควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะการลดไขมันหน้าท้อง

 

  1. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

ควรติดตามค่าต่าง ๆ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ทั้ง ไขมันในเลือด (Lipid Profile) ความดันโลหิตและ ระดับน้ำตาลกลูโคส

 

สรุปโรคหัวใจในวัยทองดูแลได้ รู้ก่อน เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง

โรคหัวใจในวัยทองสามารถดูแลได้ด้วยการปรับพฤติกรรมสุขภาพ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ จัดการความเครียด และตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงอย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง

 

ควรหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ที่สำคัญ คือ การตรวจเช็กสุขภาพเพื่อป้องกันและดูแลโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ รวมไปถึงโรคหัวใจ เพื่อลดความเสี่ยงรุนแรง

 

 

นพ. จีระศักดิ์ สิริธัญญานนท์
อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจ
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 3

Loading...

แชร์


Loading...

เฝ้าระวังวัยหมดประจำเดือนเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด