โรคโมยาโมยา “Moyamoya” โรคหลอดเลือดสมองหายาก ที่คนเอเชียต้องระวัง

Image

ចែករំលែក


โมยาโมยา (Moyamoya) เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่ากลุ่มควัน เป็นโรคที่ถูกบัญญัติขึ้นในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2512 (อ้างอิง) เป็นโรคที่มีอัตราการพบในญี่ปุ่นประมาณ 1:200000 ราย โรคนี้มีโอกาสพบได้ในประชากรทวีปเอเชียมากกว่าฝั่งตะวันตก และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 2 เท่า

 

โดยโรคนี้เป็นที่พูดถึงในประเทศไทยเมื่อน้องซีดีนักแสดงเด็กของไทย ถูกพบว่าป่วยด้วยโรคนี้เมื่อปี 2558 ถึงเรียกได้ว่ามีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการผ่าตัดเลยทีเดียว วันนี้ก็เลยอยากให้ทุกๆ ท่านมาทำความรู้จักกับโรคนี้ไปด้วยกัน

 

โรคหลอดเลือดสมองโมยาโมยา “Moyamoya” คืออะไร?

โรค Moyamoya (โมยาโมยา) เป็นภาวะความผิดปกติของหลอดเลือดแดง Carotid ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ ที่มีหน้าที่ลำเลียงเลือดที่มีออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงสมอง ซึ่งเมื่อเกิดการอาการตีบแคบลง จนเลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ ร่างกายจึงพยายามเอาตัวรอด ด้วยการสร้างหลอดเลือดเล็กๆ แตกแขนงขึ้นมาแทน ทำให้เกิดเป็นลักษณะคล้ายเส้นเลือดฝอยกระจายทั่วเนื้อสมอง ซึ่งในภาพเอกซเรย์จะมีลักษณะคล้ายควันบุหรี่ จึงเป็นที่มาของชื่อโรคนั่นเอง

 

อาการแบบไหนที่เข้าข่ายโรคหลอดเลือดสมองโมยาโมยา

อาการสำคัญของโรคนี้คือ “แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก” โดยในระยะเริ่มต้นมักจะมีอาการเพียงชั่วคราว ไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจนานเป็นวัน แต่จะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจส่งผลให้มีอาการอัมพฤกษ์ครึ่งซีกแบบถาวร และนำไปสู่อาการชักได้

 

ใครบ้างที่มีโอกาสเสี่ยงโรคโมยาโมยา

คำตอบคือ “ทั้งเด็กและผู้ใหญ่” โดยมักพบในเด็กอายุ 6-9 ปี ส่วนผู้ใหญ่มักมีอาการในช่วงอายุ 40-50 ปี แต่ความแตกต่างคือในเด็กมักมีอาการของสมองขาดเลือดร่วมด้วย แต่ในผู้ใหญ่จะพบเลือดออกในสมองได้มากกว่า

 

สาเหตุของโรคเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่กำเนิด การติดเชื้อบางชนิด รวมไปถึงโรคทางสมองอื่นๆ และการฉายรังสีที่สมอง ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการขึ้นได้

 

การวินิจฉัยโรคโมยาโมยา Moyamoya

โดยส่วนใหญ่จะต้องใช้เครื่องมือที่ช่วยเห็นหลอดเลือดสมองอย่างละเอียด อย่างเช่น Magnetic Resonance Angiography (MRA) หรือ CT angiography (CTA) ซึ่งเป็นการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อให้เห็นภาพของหลอดเลือดที่ผิดปกติได้อย่างชัดเจน

 

โรคโมยาโมยา Moyamoya ต้องรักษาอย่างไร?

การรักษาโรคโมยาโมยา จะพิจารณาจากอาการเป็นหลัก

  • หากมีอาการที่ไม่รุนแรงมากนัก อาจพิจารณาในการรักษาโดยการใช้ยากลุ่มแอสไพริน หรือ ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เพื่อป้องกันการอุดตันในหลอดเลือดสมอง
  • หากมีอาการรุนแรง จนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อาจต้องพิจารณารักษาโดยการผ่าตัดสร้างทางเบี่ยงหลอดเลือดสมอง หรือที่เรารู้จักกันว่า ผ่าตัด Bypass

 

ทำความรู้จักการผ่าตัดสร้างทางเบี่ยงหลอดเลือดสมอง (Bypass)

การผ่าตัด Bypass เป็นการผ่าตัดเพื่อสร้างเส้นทางใหม่ในการลำเลียงเลือด เป็นการผ่าตัดเพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณเส้นเลือดที่ตีบหรืออุดตัน โดยแบ่งออกเป็น 3 วิธีหลักๆ คือ

 

  • การผ่าตัดต่อเส้นเลือดโดยตรง (Direct Bypass Surgery) เป็นการผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นเลือดจากภายนอกกะโหลกเข้าสู่หลอดเลือดสมองโดยตรง ซึ่งช่วยให้เลือดจากหลอดเลือดที่เชื่อมใหม่ไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ทันทีและมีประสิทธิภาพ 
  • การผ่าตัดต่อเส้นเลือดแบบอ้อม (Indirect Bypass) เป็นการผ่าตัดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ โดยศัลยแพทย์จะนำเนื้อเยื่อที่มีเส้นเลือดฝอย ไปวางบนพื้นผิวสมองส่วนที่ขาดเลือด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอกของหลอดเลือดใหม่เข้าไปในเนื้อสมอง

 

การผสมผสานทั้งสองวิธี ทำทั้งการต่อเส้นเลือดโดยตรง และการวางเนื้อเยื่อที่มีหลอดเลือด เพื่อกระตุ้นการงอกของหลอดเลือดใหม่ร่วมกันในผู้ป่วยรายเดียว วิธีนี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูการไหลเวียนเลือดสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

ข้อควรปฏิบัติหลังการผ่าตัดหลอดเลือดสมอง

  • ส่วนใหญ่ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดจะต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 7-10 วัน
  • ควรงดกิจกรรมหนักหรือออกแรงมาก อย่างน้อย 1-2 เดือน 
  • พบแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินอาการอย่างใกล้ชิด
  • ทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

 

ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 3 มีทีมแพทย์และศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในการตรวจวินิจฉัย รักษา ผ่าตัดและฟื้นฟูโรคทางสมองและระบบประสาทอย่างครอบคลุมในทุกปัญหา พร้อมด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย และได้รับมาตรฐานในระดับสากล ทุกปัญหาสุขภาพสมองเราช่วยได้… เรื่องสมองต้องพญาไท 3

ចែករំលែក


Loading...