ปัญหาสุขภาพหนึ่งของเด็กไทยที่ทำให้พ่อแม่หนักใจ คือโรคอุจจาระร่วงหรือโรคทางเดินอาหารอักเสบ โดยมีที่มาจากหลายสาเหตุตั้งแต่การติดเชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย, การแพ้ยาบางชนิด, การแพ้อาหาร, การติดเชื้อในระบบอื่นของร่างกาย รวมถึงภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมอย่างไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้กลืนกัน เป็นต้น แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยท้องร่วงและระบาดหนักช่วงต้นปี 2561 คือการติดเชื้อโนโรไวรัส (Norovirus)
รู้จักเชื้อโนโรไวรัส… ต้นเหตุ “ท้องร่วง” ของเด็กทั่วโลก
Norovirus ซึ่งมีชื่อเดิมว่า Norwalk-like virus เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการระบาดของโรคอุจจาระร่วงทั่วโลก เชื้อนี้จะเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน การสัมผัสกับพื้นผิวที่มีการปนเปื้อน เช่น จาน ช้อน หรือแม้กระทั่งการดูดนิ้วของเด็กเอง เด็กที่ได้รับเชื้อโนโรไวรัส อาจมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบอย่างเดียว หรือทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบได้
หากลูกน้อยมีอาการแบบนี้ อย่าชะล่าใจ
ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อจะมาด้วยอาการอาเจียนหรือถ่ายเหลวเป็นน้ำ โดยอาการจะเกิดขึ้นฉับพลันใน 24-48 ชั่วโมงหลังรับเชื้อ เป็นผลให้เกิดภาวะขาดน้ำจนต้องเข้าโรงพยาบาล นอกจากนี้ เด็กอาจมีอาการเหล่านี้
-
- คลื่นไส้ อาเจียนค่อนข้างรุนแรง
- ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
- ปวดท้อง มักจะไม่ปวดเฉพาะที่ หรือปวดเกร็งที่หน้าท้อง
- อาจมีไข้ต่ำร่วมด้วย บางรายมีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียสได้
- ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว
อาการรุนแรงแบบนี้ พบแพทย์ด่วน
1. ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำจำนวนมากร่วมกับอาเจียน กินไม่ได้ จนนำไปสู่ภาวะขาดน้ำปานกลางถึงรุนแรง
2. ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดร่วมกับมีไข้สูง
3. ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำและ/หรือมีมูกเลือด ร่วมกับมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ได้แก่ ปัสสาวะออกน้อย ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป (ซึม กระสับกระส่าย) ปลายมือปลายเท้าเย็น ชีพจรเร็วและเบา เป็นต้น
4. ปวดท้องร่วมกับกดเจ็บบริเวณช่องท้อง หรือหน้าท้องแข็งตึง อาเจียนมีน้ำดีปน ควรคิดถึง โรคทางศัลยกรรม เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้กลืนกัน ลำไส้อุดตัน
การตรวจหาเชื้อโนโรไวรัส… ทำได้ในบางโรงพยาบาลเท่านั้น
อาการดังกล่าวแสดงว่าเด็กมีอาการรุนแรง มีภาวะขาดน้ำรุนแรง หรืออาจต้องคิดถึงโรคอื่นๆ รวมถึงสาเหตุทางศัลยกรรมร่วมด้วย ซึ่งต้องได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม รวมถึงการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยแพทย์จะเก็บอุจจาระส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาเชื้อโนโรไวรัส เป็นการตรวจด้วยแล็บพิเศษที่ไม่สามารถทำได้ในทุกโรงพยาบาล
แนวทางการรักษา… เมื่อได้รับเชื้อโนโรไวรัส
ปัจจุบัน ยังไม่มียาขจัดเชื้อนี้โดยเฉพาะ ทำได้เพียงดูแลรักษาแบบประคับประคองอาการ ซึ่งส่วนใหญ่จะดีขึ้นใน 3-7 วัน
รายที่อาการไม่รุนแรงและไม่ขาดน้ำรุนแรง
-
- ให้สารละลายเกลือแร่ (โออาร์เอส) โดยจิบบ่อยๆ ถ้าผู้ป่วยเริ่มมีภาวะขาดน้ำแต่ไม่รุนแรง ต้องได้รับสารละลายเกลือแร่ทางปาก 30 – 90 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยให้ดื่มครั้งละน้อยๆในเวลา 3 – 4 ชั่วโมง เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป และเพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ให้ดื่มสารละลายเกลือแร่ครั้งละ 10 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกครั้งที่อาเจียนหรือถ่ายเหลว
- กินอาหารอ่อน ครั้งละไม่มาก แต่ต้องกินบ่อยๆ
- ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง
- ไม่ต้องรับยาปฏิชีวนะ ยกเว้นผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง/ ผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนที่ติดเชื้อ Nontyphoidal salmonella หรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง
รายที่อาการรุนแรงหรือขาดน้ำรุนแรง
คนที่มีอาการรุนแรงจะอาเจียนหรือถ่ายรุนแรง กินได้น้อยมาก หรือภาวะขาดน้ำรุนแรงซึ่งอาจได้รับอันตรายจากการขาดน้ำและเกลือแร่ จนเกิดภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ หากมีอาการเหล่านี้ควรได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ยาแก้ตามอาการ และติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนคนที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่
-
- เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว
- ผู้ที่อาการรุนแรง อาเจียนมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน หรืออุจจาระมากกว่า 8 ครั้งต่อวัน
ทั้งนี้ เชื้อโนโรไวรัสยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่เราสามารถป้องกันการติดเชื้อได้โดยการใส่ใจในสุขอนามัย กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ใช้ช้อนกลาง ล้างมือก่อนกินอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ จะช่วยลดการติดเชื้อและการแพร่เชื้อได้
