รู้หรือไม่! ผู้ใหญ่โดยเฉพาะ “ผู้สูงอายุ” สามารถติด RSV ได้

Image

แชร์


รู้หรือไม่! ผู้ใหญ่โดยเฉพาะ “ผู้สูงอายุ” สามารถติด RSV ได้

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยๆ จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง คือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ที่ทำให้มีเสมหะมาก ทำให้ปอดเกิดอาการอักเสบ และทำให้เยื่อบุหลอดลมกับระบบทางเดินหายใจต่างๆ  บวม จึงทำให้เด็กมีอาการเหนื่อยหอบและหายใจลำบาก ในขณะที่ผู้สูงอายุที่มักมีร่างกายอ่อนแอ หรือมีโรคประจำตัว มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อ RSV เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตได้

 

การทำความรู้จักกับเชื้อไวรัส RSV วิธีการแพร่กระจาย การรู้แนวทางป้องกัน จะสามารถช่วยให้เราสามารถป้องกันและรับมือกับการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

RSV คืออะไร ?

RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถพบการติดเชื้อได้ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ

  • เด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี
  • ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป หรือมีร่างกายอ่อนแอ ซึ่งผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อ RSV

ทั้งนี้ การระบาดของเชื้อไวรัส RSV ในประเทศไทยมักพบในฤดูฝนและฤดูหนาว สามารถแพร่กระจายได้ง่ายในสถานที่แออัด เช่น โรงเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ โดยเชื้อ RSV สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมง และอยู่บนมือได้นานกว่าครึ่งชั่วโมงหากไม่ได้ล้างทำความสะอาด  ซึ่งระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณ 4-6 วันหลังจากได้รับเชื้อ

 

RSV อาการเป็นอย่างไร แบบไหนต้องรีบพบแพทย์ ?

อาการที่บ่งชี้ถึงการติดเชื้อ RSV  โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ มีดังนี้

อาการเริ่มต้น (มักเกิดขึ้นภายใน 4-6 วันหลังได้รับเชื้อ)

  • ไข้ต่ำๆ : อุณหภูมิร่างกายอาจสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ในผู้สูงอายุบางรายอาจไม่มีไข้
  • น้ำมูกไหล : มักเป็นน้ำมูกใสในระยะแรก
  • เจ็บคอ : อาจรู้สึกระคายเคืองหรือแสบคอ
  • ไอแห้งๆ : เริ่มมีอาการไอเล็กน้อย

หากปล่อยทิ้งไว้ อาการที่อาจพบตามมาได้แก่

  • ไอมากขึ้น : ไอถี่ขึ้นและอาจมีเสมหะ
  • หายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing) : เสียงหวีดเวลาหายใจออก
  • หายใจเร็วและตื้น : อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น
  • หอบเหนื่อย : รู้สึกเหนื่อยง่ายแม้ทำกิจกรรมเบาๆ
  • เบื่ออาหาร : รับประทานอาหารได้น้อยลง
  • อ่อนเพลีย : รู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติ
  • อาการของโรคประจำตัวแย่ลง : เช่น หอบหืดกำเริบ หรือควบคุมเบาหวานได้ยากขึ้น

อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

  • หายใจลำบากมาก หายใจเร็ว หรือใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ
  • ไข้สูงไม่ลด โดยเฉพาะถ้าสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส
  • อาการแย่ลงอย่างรวดเร็วโดยเห็นได้ชัด
  • ไม่สามารถกินอาหารหรือดื่มน้ำได้ เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำรุนแรง
  • ชักหรือหมดสติ เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการช่วยเหลือด่วน

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้สูงอายุติดเชื้อ RSV อาการต่างจากโรคอื่นอย่างไร ?

เนื่องจากอาการของการติดเชื้อ RSV จะคล้ายกับการเป็นไข้หวัด แต่จะแตกต่างกันตรงที่ RSV อาจจะมีไข้และมีระยะเวลาในการเป็นนานว่าไข้หวัดธรรมดา โดยจะอยู่ที่ 5-7 วัน และอาการทางระบบหายใจจะชัดเจนกว่า โดยการติดเชื้อ RSV จะไม่มีอาการสูญเสียการรับกลิ่นหรือรส คล้ายโควิด-19 เป็นต้น

 

เพื่อลดความเสี่ยงอาการแทรกซ้อนรุนแรง หากผู้สูงอายุมีอาการต้องสงสัยตามที่กล่าวมา ควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวัง และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยรีบพาไปพบแพทย์เมื่อมีอาการที่น่ากังวล

 

สาเหตุการติดเชื้อ RSV ในผู้สูงอายุ

การติดเชื้อ RSV ในผู้สูงอายุเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งกับปัจจัยภายในร่างกายและปัจจัยภายนอก ดังนี้

  1. ภูมิคุ้มกันที่เสื่อมถอยของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมักมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงตามธรรมชาติ (Immunosenescence) การผลิตเซลล์บี (B cell) และ เซลล์ที (T cell)  ลดลง ทำให้การตอบสนองต่อเชื้อโรคไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นอกจากนี้ความสามารถในการจดจำเชื้อโรคของระบบภูมิคุ้มกันยังลดลงด้วย ทำให้ติดเชื้อซ้ำได้ง่าย

  1. สภาพแวดล้อมและการอยู่อาศัย

การอยู่ในสถานที่ที่สามารถสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการอยู่กับเด็กเล็กที่อาจเป็นพาหะของเชื้อ RSV หรืออยู่ในพื้นที่แออัด มีการระบายอากาศไม่ดี การเดินทางไปในที่ที่มีการระบาดของเชื้อ RSV ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุติดเชื้อได้ง่าย

  1. โรคประจำตัว

ผู้สูงอายุโดยส่วนมากจะมีโรคประจำตัว จึงสามารถรับเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคปอดเรื้อรัง เช่น COPD หรือหอบหืด ทำให้ปอดอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่าย มีโรคหัวใจ ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนไปยังปอด เป็นเบาหวาน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงโรคไตเรื้อรัง ที่ส่งผลต่อการกำจัดของเสียและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งผู้สูงอายุกลุ่มนี้เมื่อรับเชื้อ RSV มักมีอาการรุนแรง

  1. พฤติกรรมสุขอนามัย

เรื่องของสุขอนามัย เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยเช่นกัน หากละเลยจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้สูงอายุ เช่น การล้างมือไม่สม่ำเสมอหรือไม่ถูกวิธี การสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก บ่อยๆ โดยไม่ล้างมือ หรือการไม่สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ หรือเมื่อมีอาการป่วย

  1. ภาวะทุพโภชนาการ

ผู้สูงอายุที่ขาดสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามิน C วิตามิน D และโปรตีน รวมถึงมีภาวะขาดน้ำ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ได้เชื้อ RSV ได้ง่าย นอกจากนี้ผู้สูงอายุที่มีความเครียดเรื้อรัง การนอนหลับไม่เพียงพอหรือคุณภาพการนอนไม่ดี ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ก็จะส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันที่ง่ายต่อการรับเชื้อ

 

ไวรัส RSV ติดต่อทางใดได้บ้าง?

ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV สามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน 3-8 วัน และติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ

 

RSV ในผู้สูงอายุ อันตรายแค่ไหน ?

การติดเชื้อ RSV ในผู้สูงอายุมักมีความรุนแรงมากกว่าในวัยอื่นๆ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงและมักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

ระดับความรุนแรง

  1. อาการเล็กน้อย : ผู้สูงอายุบางรายอาจมีเพียงอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา
  2. อาการปานกลาง : อาจมีไข้สูง ไอมาก หายใจลำบาก แต่ยังไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
  3. อาการรุนแรง : อาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบ หายใจล้มเหลว หรือต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)

 

วิธีการป้องกันและรักษา RSV

ปัจจุบันมีการวิจัยและพัฒนาวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อ RSV ในผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มียารักษาเชื้อไวรัส RSV โดยตรง การรักษาจึงเป็นเพียงการรักษาตามอาการแบบประคับประคอง เช่น การให้ยาลดไข้ การดูดเสมหะ การให้ยาขยายหลอดลมในรายที่มีภาวะหลอดลมตีบ

 

ในกรณีอาการรุนแรงอาจมีการให้ออกซิเจน โดยระยะเวลาในการรักษาของแต่ละคนขึ้นกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล และระดับความรุนแรงของโรค

 

แนวทางการป้องกันการติดเชื้อ RSV ในผู้สูงอายุ

  • ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที
  • ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือเมื่อไม่สามารถล้างมือด้วยสบู่และน้ำได้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก และปากด้วยมือที่ไม่สะอาด
  • ใช้กระดาษทิชชูปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม และทิ้งทันทีหลังใช้
  • สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาด
  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับเด็กเล็กหรือบุตรหลานที่มีอาการติดเชื้อ เป็นหวัด น้ำมูกไหล
  • การดูแลสุขภาพ ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ควรจัดการสภาพแวดล้อมให้สะอาด ฆ่าเชื้อพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยๆ เปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศในบ้านหรือที่ทำงาน การดูแลโรคประจำตัวให้อยู่ในระดับที่ดี เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ทานยาประจำตัวอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์

 

วัคซีน RSV สำหรับผู้สูงอายุมีไหม?

ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีน RSV ในผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค RSV และโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้โดยตรง

 

ตามรายการวิจัยเบื้องต้น rsv virus vaccine  (Respiratory syncytial virus Respiratory syncytial virus; RSV) จะใช้สำหรับกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower Respiratory Tract Disease; LRTD) ที่มีสาเหตุมาจาก respiratory syncytial virus ซึ่งผลของวัคซีนจะช่วยทำให้ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดเชื้อได้ โดยฉีดเพียง 1 เข็ม เท่านั้น

 

เชื้อ RSV ในผู้สูงอายุ ป้องกันได้

การป้องกันการติดเชื้อ RSV ในผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งตัวผู้สูงอายุเอง ครอบครัว และสังคมรอบข้าง การใช้มาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ ร่วมกับการดูแลสุขภาพองค์รวม จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ RSV และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

Loading...

แชร์


Loading...