มารู้จักความแตกต่างระหว่างการคลอดแบบธรรมชาติกับการผ่าตัดคลอด กับ พญ.ปวีณา บุตรดีวงศ์ สูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ ที่จะมาเล่าถึงข้อดีข้อเสียของการคลอดแต่ละประเภท เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
4 ข้อดีของการ “คลอดธรรมชาติ”
ในการคลอดธรรมชาติเป็นการคลอดที่ทารกจะผ่านออกมาทางช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่คุณย่า โดยการคลอดแบบนี้มีข้อดีอยู่หลายอย่าง เช่น
- ขนาดแผลที่เล็ก: บางคนอาจสงสัยว่าทำไมคลอดเองถึงยังต้องมีแผล คุณหมออธิบายว่า “เพราะว่าการคลอดธรรมชาติโดยท้องแรกนั้น ปากช่องคลอดจะมีความยืดหยุ่นไม่เยอะเท่าคนที่เคยผ่านการคลอดมาแล้ว จึงทำให้มีแผลที่ฝีเย็บเพื่อช่วยเปิดช่องทางคลอด ซึ่งส่วนใหญ่แผลจะอยู่ที่ประมาณ 2-4 เซ็นติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสรีระของคุณแม่และขนาดของทารกด้วย”
- มีระยะฟื้นตัวเร็ว: เนื่องจากขนาดของแผลที่เล็ก ส่งผลให้คุณแม่ไม่ได้มีอาการเจ็บมากเหมือนอย่างการผ่าตัดทำคลอด คุณแม่จึงสามารถเคลื่อนไหว ลุก นั่ง เดิน ได้คล่อง การฟื้นตัวก็รวดเร็ว
- ลดภาวะเสี่ยงได้: ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนผ่านของตัวทารกผ่านทางช่องคลอด จะมีการรีดน้ำในช่องอกของทารก ทำให้ช่วยลดภาวะการหายใจเร็วหรือเหนื่อยหอบหลังจากที่คลอดได้
- เสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง: คุณหมออธิบายว่า “การคลอดทางช่องคลอดนั้นมีการศึกษาว่าทารกจะได้รับ Probiotic มากกว่าการผ่าคลอดทางหน้าท้อง จึงเป็นเหมือนการเสริมสร้างภูมิของทารกในครรภ์ ที่เมื่อคลอดแล้วก็จะมีภูมิอย่างต่อเนื่อง”
3 ข้อเสีย…ที่ต้องทำความเข้าใจ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าการคลอดธรรมชาติจะมีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว เพราะการที่คุณแม่เลือกที่จะคลอดเองนั้น ก็ยังคงมีสิ่งที่คุณแม่ต้องคำนึงถึงเช่นกันก่อนตัดสินใจ
- ไม่สามารถกำหนดเวลาคลอดได้: เวลาในที่นี่คือวัน เวลาที่จะคลอด ซึ่งไม่สามารถจะกำหนดได้ว่าอยากให้ลูกคลอดในวันไหนของสัปดาห์ วันที่เท่าไหร่ของเดือน หรือเวลาช่วงไหนของวัน เพราะทุกอย่างไม่สามารถกำหนดเป๊ะๆ ได้ ต้องรอวันที่คุณแม่รู้สึกเจ็บท้องและปากมดลูกเปิดเต็มที่จึงจะคลอดได้
- ต้องรอเวลาคลอด: ไม่ใช่ว่าเจ็บท้องมาโรงพยาบาลแล้วจะคลอดได้เลย เพราะในการคลอดนั้นมีทั้งระยะเฉื่อยและระยะเร่ง บางคนเจ็บท้องมาโรงพยาบาลแต่ยังอยู่ในระยะเฉื่อย ปากมดลูกเปิดแค่ 3-4 เซ็นติเมตร ก็แปลว่าอย่างน้อยต้องรออีก 4-5 ชั่วโมงเพื่อรอให้ปากมดลูกเปิดถึง 10 เซ็นติเมตร แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการหดรัดตัวของมดลูก ความกว้างของเชิงกราน น้ำหนักตัวและขนาดของทารก ว่าสามารถลอดผ่านทางช่องคลอดทางเชิงกรานได้หรือไม่
- มีการยืดหย่อนของกระบังลม: การคลอดทางช่องคลอดทำให้มีการยืดหย่อนของเส้นเอ็นเกี่ยวพันต่างๆ ในอุ้งเชิงกรานหรือเรียกว่ากระบังลม แต่อย่างไรก็ตามการคลอดลูกเองเพียงครั้งเดียวอาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล หากเทียบกับรายที่คลอดมาแล้วหลายครั้งซึ่งอาจทำให้มีโอกาสยืดหย่อนได้มากกว่า
3 ข้อดี จากการตัดสินใจ “ผ่าคลอด”
ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้คุณแม่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการคลอดลูก รวมถึงการต้องการกำหนดวันเวลาที่แน่นอนและอื่นๆ จึงเป็นที่มาว่าทำไมคุณแม่หลายคนเลือกวิธี “ผ่าคลอด”
- กำหนดเวลาได้: การคลอดแบบนี้อาจกำหนดวันได้ชัดเจนกว่าการคลอดแบบธรรมชาติ สามารถเลือกวันเวลาได้ แต่ถึงจะมีฤกษ์ก็ต้องดูความพร้อมและความแข็งแรงของทารกเป็นหลักด้วยเช่นกัน ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมอย่างน้อยต้องเกิน 38 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนในการหายใจของทารกในครรภ์
- ไม่ต้องรอคลอดนาน: เนื่องจากวิธีคลอดแบบนี้ไม่ต้องรอให้ปากมดลูกเปิดเหมือนอย่างการคลอดธรรมชาติ คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ต้องคอยนานเป็นครึ่งวันเพื่อที่จะเห็นหน้าลูกน้อย โดยการผ่าตัดคลอดนั้นอาจใช้เวลาเพียงแค่ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก็ได้เห็นหน้าลูกแล้ว
- ลดการยืดหย่อนของเชิงกราน: คุณหมออธิบายว่าแรงแบ่งของคุณแม่ในการคลอดแบบธรรมชาตินั้นจะส่งผลต่อการยืดของกระบังลมของเชิงกรานหรือเส้นเอ็นยึด ในขณะที่การผ่าคลอดจะสามารถช่วยลดแรงเบ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ได้
4 ข้อเสีย ที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง
ถึงจะเป็นวิธีที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่การผ่าคลอดนั้นก็ยังมีผลเสียที่คุณแม่อาจจะต้องหนักใจอยู่ไม่น้อย
- มีแผลกวนใจ: ในการผ่าคลอดนั้นคุณแม่จะมีแผลที่หน้าท้องจากการผ่าตัด แต่ในปัจจุบันจะเห็นเป็นแนวบิกินี่ไลน์ ซึ่งต้องมีความกว้างมากพอให้ศีรษะทารกผ่านได้ โดยปกติจะอยู่ที่ 12-15 เซ็นติเมตร ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์
- เสี่ยงแพ้ยา: เนื่องจากเป็นการผ่าตัดจะต้องมีการดมยาสลบ โดยส่วนใหญ่ใช้การบล็อกหลังให้กับคุณแม่เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการบล็อกหลังนั้นจะทำให้คนไข้มีความเสี่ยงต่อการใช้ยาได้
- เสียเลือดมาก: ตามทฤษฎีแล้วการผ่าคลอดจะมีการเสียเลือดมากกว่าการคลอดธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยีและความชำนาญของแพทย์ก็อาจทำให้เสียเลือดหลังคลอดน้อยลงได้
- ทารกเสี่ยงภาวะหายใจเร็ว: เพราะการผ่าคลอดนั้นจะไม่มีการหดรัดตัวของช่องคลอด ทำให้ไม่สามารถรีดน้ำในช่องอกของทารกได้เหมือนอย่างการคลอดผ่านทางช่องคลอด ซึ่งในช่องอกของทารกนั้นจะมีน้ำอยู่จำนวนหนึ่ง ทำให้บางรายอาจมีภาวะหายใจเร็วหลังคลอด แต่ถึงอย่างไรภาวะนี้ก็ไม่ได้เป็นภาวะรุนแรง หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนและมีโอกาสหายไปได้เองในภายหลัง
พญ. ปวีณา บุตรดีวงศ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช
ศูนย์สุขภาพผู้หญิง โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์

