รู้หรือไม่ว่าในทุกๆ 2 นาที จะมีคนไทยป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ ตัน หรือแตก ที่เรียกว่า สโตรก (Stroke) เกิดขึ้น 1 คน และเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ในทุกๆ 1 นาทีที่ผ่านไป เซลล์สมองของผู้ป่วยจะถูกทำลายจนตายไปกว่า 2 ล้านเซลล์
การที่เซลล์สมองเสียหายหรือตายไปจำนวนมาก จะทำให้เกิดเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต ร่างกายจะสูญเสียการควบคุม ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต ทั้งต่อตัวผู้ป่วยเอง และครอบครัว ทั้งหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากยังนำไปสู่การเสียชีวิตได้อีกด้วย
ดังนั้น หากใครก็ตามที่มีอาการสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองตีบ ควรรีบเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินรักษาอัมพาตเฉียบพลันเคลื่อนที่ (Mobile CT & Stroke Treatment Unit) เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างเร็วที่สุด และรอดพ้นจากภาวะวิกฤตได้อย่างทันท่วงที
อาการที่เข้าข่ายโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
เราทุกคน ควรรู้จักวิธีสังเกตอาการต่างๆ ที่เข้าข่ายโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งมีหลักให้จดจำด้วยคำง่ายๆ คือ BE…FAST โดยแปลความหมายจากตัวอักษรได้ดังนี้
- B หมายถึง Balance มีอาการเสียสมดุลร่างกาย เช่น เดินเซ
- E หมายถึง Eye มีอาการตาพร่า ตามืด ลานสายตาผิดปกติแบบฉับพลัน
- F หมายถึง face มีอาการหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว มุมปากตก
- A หมายถึง Arm มีอาการแขนชา อ่อนแรง ยกแขนไม่ขึ้น ก้าวไม่ออก
- S หมายถึง Speech มีปัญหาในการพูด พูดไม่ชัด พูดไม่ออก สื่อสารไม่รู้เรื่อง ตอบคำถามง่ายๆ ไม่ได้
- T หมายถึง Time หากเกิดอาการต่างๆ เหล่านี้ ให้รีบเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินรักษาอัมพาตเฉียบพลันเครื่องที่โดยทันที หรือรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน
รถพยาบาลฉุกเฉินรักษาอัมพาตเฉียบพลันเคลื่อนที่ Mobile CT & Stroke Treatment Unit ความพิเศษที่แตกต่าง
แพทย์จะมากับรถพยาบาลฉุกเฉิน และพร้อมทำการรักษาจากการวิเคราะห์ผลตรวจด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ในรถ โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางที่ประจำอยู่ ณ โรงพยาบาลคอยสนับสนุนการวินิจฉัยและติดตามการรักษาผ่านการสื่อสารด้วยระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ซึ่งภายในรถฉุกเฉินพิเศษนี้ ได้รับการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ รวมถึงเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบได้ทันที เช่น
- มีการบรรจุเครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองและหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (CT scan) ภายในรถ
- มีห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile laboratory) ซึ่งสามารถตรวจวิเคราะห์ผลเลือดที่จำเป็นในการรักษาโรคหลอดเลือดสมองได้ทันที
- มียาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือดชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
- มีเครื่องมือสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และผ่านระบบ Video Conference (Telemedicine equipment) กับทีมแพทย์ที่ประจำอยู่ ณ โรงพยาบาล
ดังนั้น ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจ วินิจฉัย และรักษาอย่างรวดเร็วตั้งแต่รถพยาบาลไปถึง ในขณะเดียวกันรถพยาบาลก็จะนำตัวผู้ป่วยกลับมายังโรงพยาบาล ซึ่งมีทีมแพทย์และบุคลากรเฉพาะทางด้านการรักษาโรคหลอดเลือดสมองเตรียมพร้อมคอยรับผู้ป่วยเพื่อการรักษาต่อในทันที จึงมั่นใจได้ในความรวดเร็วและการรักษาที่ได้มาตรฐานสูดสุด
โทรเวชกรรม (Telemedicine) เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
เมื่อรถไปถึงบ้านผู้ป่วยหรือจุดที่ผู้ป่วยอยู่ ทีมแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินจะทำการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยในทันที ทำการถ่ายภาพสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ในรถ วิเคราะห์ผลเลือดอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องปฏิบัติการเคลื่อนที่ (mobile laboratory) ส่งภาพสมองผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและทำการ video conference เพื่อพิจาณาการให้ยาละลายลิ่มเลือดกับทีมอายุรแพทย์ระบบประสาทที่มากด้วยประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากการรักษาทางไกล จึงมั่นใจได้ในประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน
ถ่ายภาพหลอดเลือดสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CTA brain)
ในกรณีผู้ป่วยมีอาการหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่อุดตัน แพทย์จะสั่งให้ถ่ายภาพหลอดเลือดสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CTA brain) เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ และที่สำคัญในระหว่างที่รถพยาบาลนำผู้ป่วยเดินทางกลับมายังโรงพยาบาล ยังมีการสื่อสารเพื่อเตรียมการให้ทางโรงพยาบาลจัดทีมรักษาด้วยวิธีการลากลิ่มเลือดออกจากสมองด้วยอุปกรณ์พิเศษ (Clot Retrieval) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการลากลิ่มเลือดโดยเร็วที่สุดเมื่อมาถึงโรงพยาบาล รวมถึงการเตรียมทีมผ่าตัดในกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) คือการตรวจวินิจฉัยตำแหน่งที่เส้นเลือดสมองเกิดการตีบหรือได้รับความเสียหาย รวมถึงขนาดของรอยโรค และระยะเวลาที่เกิดอาการ เพราะจำเป็นต่อการพิจารณาเลือกวิธีรักษา ดังนั้น ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยควรบอกได้ว่าอาการเกิดขึ้น ณ เวลาใด และรีบพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ซึ่งการเรียก รถพยาบาลฉุกเฉินรักษาอัมพาตเฉียบพลันเคลื่อนที่ (Mobile CT & Stroke Treatment Unit) โทร.1772 กด 7 เป็นเหมือนทางลัดในการที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยในทุกๆ ด้านนั่นเอง
