แม้ว่า “มะเร็งเต้านม” จะเป็นโรคร้ายแรงที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ แต่ผู้หญิงทุกคนสามารถรู้เท่าทันโรคนี้ได้ โดยหมั่นสังเกตบริเวณเต้านมของตนเองในเบื้องต้น ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า หากพบอะไรที่น่าสงสัย…อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะยิ่งรู้เร็วเท่าไหร่…ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นยิ่งมีน้อยลงเท่านั้น
สัญญาณเตือน บ่งชี้ “มะเร็งเต้านม”
- คลำพบก้อนเนื้อบริเวณเต้านม
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เพราะคลำพบก้อนเนื้อบริเวณเต้านมหรือใต้รักแร้ โดยก้อนเนื้อที่พบอาจจะกดเจ็บหรือไม่เจ็บก็ได้ และแม้เราจะสังเกตหาความผิดปกติของเต้านมด้วยตัวเองได้ก็จริง แต่หากก้อนเนื้อนั้นมีขนาดเล็ก ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคลำพบได้เอง ส่วนใหญ่กว่าจะคลำพบก้อนได้ ก้อนเนื้อต้องมีขนาดโตกว่า 1 ซม. และส่วนใหญ่จะคลำพบในช่วงที่เซลล์มะเร็งเติบโตจนเข้าสู่ระยะที่ 2-3 แล้ว การให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจคลำให้ หรือตรวจด้วยเครื่องมือต่างๆ จะได้ผลที่ดีกว่า
- ขนาดหรือรูปร่างของเต้านมที่เปลี่ยนไป
แม้ปกติเต้านมทั้ง 2 ข้างจะมีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกันบ้าง แต่การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเต้านมย่อมมีประโยชน์ เพราะหากพบลักษณะที่แปลกไปจากเดิมจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้เท่าทันโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- ผิวหนังที่เต้านมบุ๋ม
หากผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม หรือบวมหนาเหมือนเปลือกส้ม รวมถึงสีหรือผิวหนังบริเวณหัวนมเปลี่ยนไปจากเดิม อาจเป็นอาการที่เซลล์มะเร็งลุกลามมาถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- มีน้ำเหลืองหรือของเหลวไหลออกมาจากหัวนม
โดยเฉพาะหากพบว่าน้ำเหลืองหรือของเหลวนั้นมีสีคล้ายเลือด ควรรีบพบแพทย์
- อาการเจ็บผิดปกติที่เต้านม
ผู้ป่วยบางรายคลำพบก้อนแต่ไม่มีอาการเจ็บ บางรายไม่พบก้อนแต่มีอาการเจ็บ หรือทั้งมีอาการเจ็บและพบก้อนเนื้อร่วมด้วย ใครที่มีอาการแบบนี้อย่าชะล่าใจเด็ดขาด!!! เพราะนี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
ใครบ้าง? ที่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงในการเป็น “มะเร็งเต้านม” กันทั้งนั้นและยิ่งเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงก็จะมากขึ้นจนควรที่จะได้รับการตรวจเต้านม นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงอื่นๆ อีกหลายอย่าง ที่ทำให้ควรตรวจคัดกรองด้วยเช่นกัน …
- ยังไม่มีบุตร หรือมีบุตรคนแรกหลังอายุ 35 ปี
- คนในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่
- มีรูปร่างอ้วน โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน
- มีพฤติกรรมชอบดื่มแอลกอฮอล์ ทานอาหารไขมันสูง และไม่ชอบออกกำลังกาย
- มีประวัติการใช้ยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน
ความต่างของการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ด้วยการทำ “อัลตร้าซาวด์” กับ “แมมโมแกรม”
- อัลตร้าซาวด์ เหมาะกับผู้หญิงที่อายุยังไม่ถึง 40 ปี สามารถวินิจฉัยก้อนในเต้านมได้ว่าเป็นถุงน้ำหรือก้อนเนื้อ เนื่องจากช่วงวัยนี้จะมีความเสี่ยงการเกิดซีสต์ในเต้านมสูงกว่ามะเร็งเต้านม แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม
- แมมโมแกรม เหมาะกับผู้หญิงช่วงอายุ 35 – 40 ปีขึ้นไป เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยที่ให้ผลแม่นยำ ได้ภาพที่มีความละเอียดสูง สามารถตรวจพบหินปูนในเต้านม ซึ่งหินปูนบางชนิดพบในมะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรก และสามารถตรวจหามะเร็งเต้านมได้แม้จะยังคลำไม่พบก้อน
“มะเร็งเต้านม” ตรวจเร็ว พบไว รักษาได้ โอกาสหายมากกว่า
หากแพทย์ตรวจพบเซลล์มะเร็งตั้งแต่ระยะแรกๆ ผู้ป่วยก็จะมีโอกาสหายจากโรคได้มากขึ้น โดยอัตราการหายจากมะเร็งเต้านมนั้น แบ่งได้ดังนี้..
- ผู้ป่วยระยะก่อนลุกลาม อัตราการอยู่รอด ≥ 10 ปี เกือบ 100%
- ระยะ 1 อัตราการอยู่รอด ≥ 5 ปี = 98%
- ระยะ 2 อัตราการอยู่รอด ≥ 5 ปี = 93%
- ระยะ 3 อัตราการอยู่รอด ≥ 5 ปี = 72%
- ระยะ 4 หรือระยะแพร่กระจาย อัตราการอยู่รอด ≥ 5 ปี = 22%
นอกจากการหมั่นสังเกตเต้านม คลำเต้านมตัวเองเป็นประจำเพื่อหาสิ่งผิดปกติแล้ว ผู้หญิงที่อยู่ในวัย 35 ปีขึ้นไปควรตรวจ “แมมโมแกรม” เป็นประจำทุกๆ 2 ปี และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจแมมโมแกรมเป็นประจำทุกปี… เพราะเป็นการ “ตรวจ…เพื่อรู้ให้ทันโรค” ซึ่งแน่นอนว่า หากพบโรคในระยะแรกๆ จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้
“แมมโมแกรม” เป็นวิธีการค้นหา “มะเร็งเต้านม” ที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง
ผู้หญิงทุกคนจึงควรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตนเอง
พญ. สุธาวัลย์ สุธาพงศ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศีรษะ คอ และเต้านม
ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์
